ALL-New MINI Countryman กับการวิ่งทดสอบท่ามกลางความงามของธรรมชาติในเส้นทาง ปากช่อง – วังน้ำเขียว

Home / รีวิวรถยนต์ / ALL-New MINI Countryman กับการวิ่งทดสอบท่ามกลางความงามของธรรมชาติในเส้นทาง ปากช่อง – วังน้ำเขียว

ก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีการเปิดตัวรถยนต์ The ALL-New MINI Countryman เจเนอเรชั่นที่สอง ให้สื่อมวลชนเห็นเป็นครั้งแรก ถัดมาอีกหนึ่งสัปดาห์ทาง Auto.MThai ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ The ALL-New MINI Countryman Exclusive Preview ที่ มินิ ประเทศไทย เชิญสื่อมวลชนทดสอบความเป็น Countryman แบบใหม่โดยมีจุดหมายที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเน้นธรรมชาติสบายๆ ในสไตล์คันทรีไซด์แคมปิ้ง ให้เข้ากับธีม”ADD STORIES”พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆและเพิ่มเรื่องราวให้กับชีวิต

เมื่อคณะผู้สื่อข่าวได้รับฟังข้อมูลและรับบรีฟเส้นทางสำหรับการทดสอบการขับขี่ในครั้งนี้เสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาที่เราจะได้สัมผัสกับ  The ALL-New MINI Countryman แต่ก่อนที่เราจะทำการทดสอบ ขอนำคำกล่าวของ คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถมาถ่ายทอดให้ฟังก่อนว่า The ALL-New MINI Countryman  เป็นรถยนต์ที่ถูกพัฒนาจากรถยนต์ขนาดเล็ก ไปสู่รถยนต์อเนกประสงค์ พรีเมี่ยม คอมแพ็คในรูปแบบ “Sport Activity Vehicle” ที่ยังคงให้ความรู้สึกแบบ “Go-Kart Feeling”  อีกทั้งดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกและภายใน รวมถึงเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้ามากขึ้นทุกการใช้งานของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะกลุ่มที่รักในการเดินทาง ชื่นชอบการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้งานในชีวิตประจำวันสำหรับการขับขี่ในเมือง

เวลาประมาณบ่ายโมงเศษทางคณะสื่อมวลชนพร้อมกับรถยนต์ MINI Countryman ทั้ง 5 ก็พร้อมที่จะออกเดินทางไปชมธรรมชาติตามเส้นทาง ปากช่อง – วังน้ำเขียว รวมระยะทางหนึ่งร้อยกว่ากิโลเมตร  โดยทั้ง 5คันแบ่งออกเป็น MINI Cooper Countryman  เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร  4คัน และ MINI Cooper S Countrymanครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร 1 คัน ซึ่งรุ่นที่ Auto.MThai ได้ทดสอบคือแบบแรก เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตรก่อน แล้วค่อยเขยิบไปทดสอบตัวแรงอย่าง S Countryman อีกที

มาว่ากันที่สมรรถนะของคันแรกกันก่อน MINI Cooper Countryman มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุดอยู่ที่ 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 1,400-4,300 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 16 กิโลเมตรต่อลิตร ระดับการปล่อย CO2 เพียง 148 กรัมต่อกิโลเมตร และทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ด้วยขุมกำลังอัดแน่นขนาดนี้ทำให้เส้นทางสู่วังน้ำเขียวไม่ได้เป็นงานยากเกินความสามารถของ MINI Cooper Countryman แต่ด้วยความที่ธีมของการทดสอบการขับขี่ครั้งนี้คือการขับรถชิลๆ ชมความงามของทัศนียภาพธรรมชาติสองข้างทาง การขับในครั้งนี้เราจะไม่เน้นความเร็ว แต่จะเน้นขับตามเป็นขบวนทั้ง 5 คันโดยมีรถนำและรถปิดท้ายขบวนจาก Instructor รวมกันทั้งหมด 7คัน ขับด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ย 80 – 100 กม/ชม.

แม้จะถูกจำกัดความเร็วในการขับ และด้วยระยะทางที่เป็นเนินเขาสลับกันตามเส้นทาง วังน้ำเขียว – เขาใหญ่ MINI Cooper Countryman ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด เพร่าะจังหวะแซงรถบรรทุกที่ขวางขบวน จังหวะดันหากต้องการความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันแล้วเพียงแค่กดคันเร่งลงไปไม่มาก อัตราเร่งจะเพิ่มขึ้นมาอย่างทวีคูณจนรู้สึกได้ เรียกว่า MINI Cooper Countryman คันนี้บทจะนิ่งก็สุขุมหนุ่มลึกน่าค้นหา แต่บทจะเกรียวกราดขึ้นมาก็พอตัวเลยทีเดียว หรือหากต้องการความแรงที่มากขึ้นเมื่อถึงคราวต้องใช้ความเร็วกะทันหัน MINI Cooper Countryman สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ด้วยการผลักคันเกียร์ไปทางซ้ายที่ตัว S เพื่อเปลี่ยนเป็นโหมด สปอร์ต และ M  โดยหากต้องการเพิ่มเกียร์ให้ดันคันเกียร์ลงมา และหากอยากลดเกียร์ก็ดันคันเกียร์ขึ้นโดยระบบเกียร์ในแบบ M นี้จะมีอยู่ทั้งหมด 6สปีด หากผลักกลับมาด้านขวาก็จะกลับสู่โหมดออโตเมติกตามเดิม

จากนั้นทาง Auto.MThai ได้มีโอกาสทดสอบการขับขี่ MINI Cooper S Countryman ในช่วงระยะทางสั้นๆ 6กิโลเมตร ซึ่ง S Countryman คันนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ที่มอบกำลังสูงสุดถึง 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 16 กิโลเมตรต่อลิตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 143 กรัมต่อกิโลเมตร และทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบสปอร์ต แต่ด้วยระยะทดสอบที่สั้นความรู้สึกของ Cooper Countryman และ Cooper S Countryman ยังให้ความต่างขณะขับไม่มากนัก ในช่วงแรงต้นอัตราเ่งความแรงแทบไม่ต่างกัน แต่เมื่อถึงช่วงเกิน 100 กม/ชม มีความรู้สึกได้ทันทีว่า Cooper S Countryman ลากอัตราเร่งได้ยาวกว่า

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Cooper S Countryman อยู่ที่หน้าจอขนาด 8.8 นิ้ว ในห้องโดยสารที่มาพร้อมระบบสัมผัส (ทัชสกรีน) เป็นครั้งแรก บริเวณกลางแผงคอนโซลรถ ซึ่งทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Navigation ข้อมูลของตัวรถ ความบันเทิง และโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น MINI Country Timer ที่ช่วยตรวจจับและแสดงข้อมูลขณะขับขี่บนพื้นถนนที่ท้าทาย และ MINI Connected ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในยามเดินทาง แสดงพิกัดของรถ ดูการจราจร ซึ่งสามารถเชื่อมกับสมาร์ทโฟน รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง MINI Logo Projection มินิ คันทรีแมน โฉมใหม่ยังมาพร้อมไฟ LED Welcome Light ซึ่งแสงไฟส่องจากใต้กระจกมองข้างฝั่งคนขับ ฉายโลโก้มินิบนพื้นทุกครั้งที่เปิดประตูเพื่อเริ่มต้นการเดินทางและเมื่อปิดประตูล๊อครถ และ Automatic operation of tailgate ฝากระโปรงท้าย สามารถควบคุมการเปิดและปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้าเพียงใช้เท้าไปจ่อที่บริเวณใต้กันชนท้ายเมื่อมีกุญแจรถอยู่กับตัวเท่านั้น

และอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ที่  The ALL-New MINI Countryman ทำออกมาเผื่อกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมกลางแจ้งคือ Picnic Bench ที่อยู่บริเวณช่องเก็บสัมภาระด้านท้ายของรถซึ่งสามารถกางออกเป็นที่นั่งปิกนิกสำหรับสองคนได้ ถือว่าการกลับมานครั้งนี้ของ The ALL-New MINI Countryman เจเนอเรชั่นที่สอง น่จะเป็นการตอบโจทย์ผู้ใช้รถที่นอกจากจะใช้ในชีวิตประจำวันในเมืองแล้วยังตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ชอบการเดินทางและทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างลงตัวอีกเช่นกัน เพราะด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น New MINI Countryman จะทำให้ทุกการเดินทางของคุณเป็นมากกว่าแค่การขับรถจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งแค่นั้น แต่จะเป็นการเติมเต็มไลฟ์สไตล์บวกกับการเพิ่มเรื่องราวให้กับชีวิตให้มีสีสันมากยิ่งขึ้น ติดตามกาเปิดตัวอย่างเป็ทางการของรถยนต์  The ALL-New MINI Countryman อีกครั้งพร้อมราคาขายทุกรุ่น ได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38  นี้