Bullet Classic 500 Classic Desert Storm ContinentalGT Royal Enfield รอยัลเอนฟิลด์

Royal Enfield รวมพลเหล่าไบเกอร์ ขับขี่สู่ เทศกาลดนตรี วันเดอร์ฟรุ๊ต เฟสติวัล

Home / มอเตอร์ไซค์ / Royal Enfield รวมพลเหล่าไบเกอร์ ขับขี่สู่ เทศกาลดนตรี วันเดอร์ฟรุ๊ต เฟสติวัล

หลังจากที่่ Auto.MThai ได้รับเชิญจาก Royal Enfield ทองหล่อ เข้าร่วมกิจกรรม Inspiring Lifestyle Experience: Royal Enfield Leisure Ride to Wonderfruit festival” กิจกรรมสนุกๆ สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่มอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิค โดยมีจุดหมายที่เส้นทาง กรุงเทพฯ – พัทยา ในวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา งานนี้นอกจากสื่อมวลชนแล้ว ยังรวมเหล่า Influencer ที่คุ้นหน้าคุ้นตาในแวดวงไบเกอร์มาร่วมทริปกิจกรรมในครั้งนี้อย่างคับคั่ง

มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในทริปครั้งนี้มีสามรุ่น คือ Royal Enfield Continental GT, Classic 500, Bullet และ Classic Desert Storm รวม 11 คัน โดยทาง Auto.MThai ขอเลือกตัวแรงสไตล์คาเฟ้่วัยมันส์อย่าง Continental GT ตัวถังสีดำซะหน่อยเพราะได้ข่าวมาว่านี่คือรุ่นตัวแรง ทรงพลังที่สุดอยากรู้เหมือนกันว่าความแรงของ Continental GT จะสู้มือกับระยะทางที่ไกลสักแค่ไหนหลังจากรับฟังบรีฟถึงกำหนดการเส้นทางที่ใช้ในทริปครั้งนี้ก็ได้เวลามันส์กับ Continental GT  Black กันแล้ว

แต่ก่อนจะออกเดินทางขอเล่าถึงประวัติที่มาของ Royal Enfield Continental GT ให้ทราบกันสักนิดมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มาด้วยสไตล์ Café Racer ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1965 ส่งต่อวัฒนธรรมCafé Racer ของร็อกเกอร์ประเทศอังกฤษจากอดีตถึงปัจจุบัน ฉะนั้นเราจึงยังรู้สึกได้ถึงเอกลักษณ์ที่ยังคงเสน่ห์แห่งยุค 60 แต้ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ในตัวรถ ทำให้ผู้ขับขี่นอกจากจะได้ซึมซับความคลาสสิคในแบบวันวานแล้วอีกฟีลหนึ่งยังสนุกกับการขับขี่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความทันสมัยของสมรรถนะเครื่องยนต์ในสมัยใหม่ และในทริปนอกจาก Continental GT Black แล้วยังมีพี่น้อง GT Red และ GT Green ร่วมทริปอีกด้วย

9:00น. ฤกษ์งามยามดี ได้เวลาที่ชาวคณะ Royal Enfield ออกเดินทาง Continental GT 3คัน,  Classic 500 3คัน, Classic Desert Storm 2คัน และ Bullet 3คัน ทั้ง 11คัน ออกเดินทางจากจุดสตาร์ทที่ Royal Enfield ทองหล่อ โดยใช้เส้นทางในรูทแรกไปตามถนนเพชรบุรี – ศรีนครินนร์ – บางนา-ตราด – นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ก่อนจะแวะพัก และเมื่อหลุดออกมาจากการจราจรอันวุ่นวายในเช้าวันนั้นมาได้ บททดสอบ Royal Enfield Continental GT ก็เริ่มเปิดฉากอย่างจริงจังเป็นถนนบางนา-ตราด

ด้วยระยะทางตรงของถนนสายบางนา – ตราดทำให้ง่ายต่อการทดสอบขับขี่  Continental GT ว่าจะแรงอย่างที่ขึ้นชื่อแค่ไหน และจากที่มือขวาเริ่มค่อยๆ บิดคันเร่งสิ่งที่สามารถรับรู้ได้ทันทีคืออัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างทันที โดยไม่ต้องรอรอบให้เสียเวลาสมศักดิ์ศรีกับเครื่องยนต์สูบเดี่ยวหัวฉีด 535 ซีซี แรงบิด 44 นิวตันเมตร ระยะห่างระหว่างเกียร์ขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงานสามารถอัดกันได้แบบยาวๆ ได้อย่างสบาย ตั้งแต่เกียร์ 3 ถึง 5 สามารถเล่นกับเครื่องยนต์ได้ยาวๆ  แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นที่แรงที่สุด ความสะท้านของเครื่องยนต์ก็มีให้ได้สัมผัสเช่นกันเมื่อทำความเร็วเกิน 100 กม/ชม. แรงสั่นของเครื่องสั่นทำให้กระจกมองข้างทั้งสองสั่นพร่าจนจับภาพอะไรไม่ได้ขณะขับขี่ แต่หากถามว่าสั่นยันแฮนด์ด้วยหรือไม่ ขอบอกเลยว่ามีแต่น้อยมากตามประสามอเตอร์ไซค์แฮนด์ขับโช้ค คือไม่สั่นจนเมื่อยมือขณะขับทางไกล เหมือนที่ใครหลายๆ คนเคยขู่ไว้

มาดูกันที่รูปลักษณ์กันบ้าง ด้วยความที่ Auto.MThai เลือกขับขี่รุ่น Continental GT โอเค… เหตุผลคือต้องการอยากลองของแรงตามที่บอกไว้ แต่อีกเหตุผลไม่ยังไม่ได้บอกคือการชื่นชอบมอเตอร์ไซค์สไตล์ Cafe Racer เป็นทุนเดิม นั่นคือเหตุผลที่ไม่ยากในการเลือกมอเตอร์ไซค์ขับขี่ในครั้งนี้ Continental GT คันนี้มีขนาดบอดี้ที่ใหญ่กว่ามอเตอร์ไซค์ Cafe Racer แบรนด์อื่นๆ ที่เคยขับชี่ แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ กลับไม่ได้รู้สึกถึงความหนักแต่อย่างใดไฟหน้ากลมตามแบบฉบับมอเตอร์ไซค์วินเทจ  แฮนด์ขับโช้ค หน้าปัดไมล์มาแบบคู่สไตล์วินเทจแสดงผลด้วยเข็มมาตรวัด ด้านซ้ายแสดงมาตรวัดความเร็ว ด้านล่างแสดงมาตรวัดปริมาณน้ำมัน และแสดงระยะทางด้วยระบบดิจิตัล ขณะที่ด้านขวาแสดงรอบการทำงานเครื่องยนต์ แต่ไฮไลท์ความหล่อทั้งหมดอยู่ที่ถังน้ำมันขนาดใหญ่อันโดดเด่น โดยรวมแล้ว  Continental GT ความหล่ออยู่ในระดับ 9.28 เต็ม 10 เป็นการผสมผสนกันระหว่างวินเทจและโมเดิร์นที่ลงตัว

หลังจากแวะชมเส้นทางเลียบชายหาดบางแสนและรับประทานอาหารกลางวันที่ศรีราชาก็ถึงเวลาเดินทางกันต่อ ตัดมาที่ช่วงก่อนเข้าตัวเมืองพัทยา บนถนนสุขุมวิท สภาพการจราจรอันติดขัดเนื่องจากเกาะกลางมีการก่อสร้างอุโมงค์ ที่นี่แหล่ะคือบททดสอบตัวจริงแล้วว่าในสภาพที่การจราจรติดขัดแบบนี้  Continental GT จะมีความคล่องตัวเพียงใดด้วยน้ำหนักตัวรถ 184 กก. กลับไม่รู้สึกถึงความเทอะทะของตัวรถ การบังคับซอกแซกซ้ายขวา ทำได้คล่องตัว แม้จะเป็นการขับขี่มาจากกรุงเทพ แต่ด้วยระยะทางร้อยกว่ากิโลที่ได้ลองทอสอบ Continental GT ไม่ได้รู้สึกถึงความเมื่อยล้าจากการขับ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ได้รับคำขู่(อีกแล้ว) มาว่าขี่ Continental GT ทรง Cafe นานๆ แบบวิ่งข้ามจังหวัดต้องมีเมื่อยตัวบ้าง แต่ด้วยท่านั่งที่ไม่โน้มตัวไปข้างหน้ามากเกินไปจนทำให้หลังงอ เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรา และเมื่อถึงพัทยาในค่ำคืนนั้นก็ได้เวลาปาร์ตี้กันต่อที่งาน วันเดอร์ฟรุ๊ต เฟสติวัล

สรุป Continental GT โดนใจสำหรับคนชอบมอเตอร์ไซค์ทรง Cafe Racer เรื่องความแรงนั่นหายห่วง เพราะอัตราเร่งจากแรงบิด 44 นิวตันเมตร ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นตามที่ใจต้องการ สำหรับท่านที่ยังขับรุ่นเล็กกว่าเครื่องยนต์ 535 ซีซี แล้วอยากลองอัพเกรดตัวเองขึ้นมาขี่ในรุ่นที่ใหญ่ขึ้นน่าลองพิจารณา Cafe Racer ไว้ไมน่าผิดหวัง เพราะเรื่องสมรรถนะกำลังวังชานั้นเอาเป็นว่าหายห่วง คันเร่ง ความแรงสู้มือได้อย่างสบายๆ ส่วนรูปโฉมก็ตามที่เห็น ยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบทรง Cafe Racer ด้วยเเล้วล่ะก็ คุณน่าจะตัดใจชอบ  Continental GT ได้ไม่ยาก

Royal Enfield Continental GT

รถจักรยานยนต์ที่เบาที่สุด เร็วที่สุด และทรงพลังที่สุดของ Royal Enfield ราคา 219,800 บาท

เครื่องยนต์ระบบหัวฉีด 535 ซีซี แรงบิด 44 นิวตันเมตร ทำให้ Continental GT มีอัตราการตอบสนอง การส่งกำลัง และความคล่องตัวมากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และแรงที่สุดของ Royal Enfield

ท่อไอเสียดีไซน์พิเศษ เพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่า ให้เสียงคำรามของเครื่องยนต์ตามแบบฉบับของรถ Sport

ควบคุมระบบเบรกด้วยดิสก์เบรก Brembo แบบโฟลทติ้งขนาดใหญ่ 300 มม. ด้านหน้า และขนาด 240 มม. ด้านหลัง โดยจะมีเฉพาะในรุ่น Continental GT เท่านั้นที่ใช้ระบบเบรก Brembo เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

แผงหน้าปัดสไตล์ Retro ผสมกับ Digital ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ให้ผู้ขับขี่เห็นข้อมูลต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนและชัดเจนในทุกๆ ย่านความเร็ว

ECU ปรับใหม่ เพื่อสมรรถนะและการตอบสนองอย่างเหนือชั้นยิ่งกว่าที่เคย

ชุดแฮนด์แบบยึดจับกับกระบอกโช้คที่สามารถปรับระดับได้ ช่วยให้ผู้ขับขี่โน้มตัวลงต่ำได้ตลอดแนวตัวถังรถ เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกับรถจักรยานยนต์