กรมขนส่งทางบก ทำใบขับขี่ ใบขับขี่

กรมขนส่ง เตรียมพิจารณา เบาหวาน ความดัน ลมชัก อาจไม่มีสิทธิ์ทำใบขับขี่ในปี 64

Home / ข่าวรถยนต์ / กรมขนส่ง เตรียมพิจารณา เบาหวาน ความดัน ลมชัก อาจไม่มีสิทธิ์ทำใบขับขี่ในปี 64

หลังจากที่มีข่าวคราวในเรื่องของการประกาศข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับการสอบเพื่อรับใบขับขี่บิ๊กไบค์ที่มีความจุมากกว่า 400 ซีซี ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เตรียมพิจารณาเพิ่มรายชื่อโรคต้องห้ามขับรถเพิ่มอีก โดยเฉพาะ เบาหวาน ความดัน รวมถึงโรคลมชัก

สำหรับกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับโรคต้องห้ามขับขี่รถยนต์ รวมถึงการขออนุญาตออกใบขับขี่ในปัจจุบันนี้ อ้างอิงจากประกาศราชกิจจานุเบกษา การขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2563 ที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ที่ทำเรื่องขอรับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ทุกประเภท จะต้องไม่มีโรคประจำตัวหรือไม่มีสภาวะของโรคที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่า อาจเป็น
อันตรายขณะขับรถตามที่แพทยสภากำหนด ได้แก่

  • โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการ
  • วัณโรคในระยะแพร่กระจายเชื้อ
  • โรคเรื้อน
  • บุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
  • ผู้ติดสุรา ยาเมา หรือยาเสพติดให้โทษ

โดยผู้ที่ทำเรื่องขอรับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ทุกประเภท จะต้องมีใบรับรองแพทย์ที่มีอายุไม่เกินหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ออกใบรับรองแพทย์ หรือมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด

driving a car

โดยในเวลานี้ทางรองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เตรียมพิจารณาเพิ่มรายชื่อโรคที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในการขับขี่ ที่จะส่งผลห้ามทำใบขับขี่ทุกประเภท ได้แก่ โรคเบาหวาน (ในระหว่างรักษาตัวด้วยการฉีดอินซูลิน), โรคลมชัก, โรคความดัน, โรคอารมณ์สองขั้ว (โรคไบโพลาร์), โรคออทิสติก และโรคตัวเตี้ยผิดปกติ (สูงน้อยกว่า 90 เซนติเมตร) ซึ่งในระหว่างนั้นได้ทำการหารือร่วมกับทางแพทยสภา จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและกำหนดรายละเอียดให้สอดคล้องกับกฎกระทรวง

ล่าสุดมีข้อมูลว่า โรคที่มีความเสี่ยงต้องห้ามขับขี่ที่ทางแพทยสภามีมติห้ามขับรถ นั่นคือ โรคลมชักที่ยังคงปรากฎอาการภายใน 1 ปี ซึ่งผู้ที่จะสามารถขับรถได้ต้องไม่มีโรคลมชัก หรือปลอดจากอาการโรคลมชักอย่างน้อยหนึ่งปีขึ้นไป จึงจะสามารถขออนุญาตทำใบขับขี่ได้

ซึ่งหลังจากที่ได้ข้อสรุปและมติจากคณะทำงาน ก็จะมีการเสนอพิจารณาและประกาศบังคับใช้ในอีก 120 วัน ซึ่งคาดว่าหากมีมติยอมรับ ก็อาจจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2564 เป็นต้นไป หลังจากที่ได้ประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษา หากมีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจะนำเสนอให้ทราบในโอกาสต่อไป

เครดิตข้อมูลบางส่วนจาก ratchakitcha.soc.go.th และเครดิตรูปภาพจาก freepik.com