ความหมายของป้ายชื่อรุ่น 330e ที่แปะด้านท้ายรถ BMW คืออะไรกันแน่?

Home / ข่าวรถยนต์ / ความหมายของป้ายชื่อรุ่น 330e ที่แปะด้านท้ายรถ BMW คืออะไรกันแน่?

เรารู้กันอยู่แล้วว่าป้ายชื่อเรียกรุ่นรถที่แปะอยู่ด้านท้ายของ ซีรีส์ 3 ไม่ได้บ่งบอกถึงขนาดของเครื่องยนต์ แล้วป้ายที่แปะว่า 330e ละ? มันคืออะไรกันแน่

Layout 1

ในสมัยก่อนนั้น ผมยังจำได้ดีว่าตัวเลขรุ่นรถที่แปะไว้ด้านท้ายรถ จะทำให้เราทราบได้ถึงขนาดของเครื่องยนต์ทันที เหมือนตัวเลข 330 ก็แสดงว่ารถคันนี้มีขุมพลังขนาด 3 ลิตร เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง เมื่อกาลเวลาผ่านไปพร้อมวิวัฒนาการแบบใหม่ๆ ทำให้ปัจจุบันป้ายหลังรถจะไม่สื่อถึงขนาดของเครื่องยนต์อีกต่อไป แม้จะยังคงเห็นรุ่น 330d ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 3 ลิตรอยู่บ้าง

5

แต่ในรุ่น 330i จะเป็นแค่เครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2 ลิตรเทอร์โบชาร์จเท่านั้น และตอนนี้มีรุ่นใหม่ใช้ชื่อว่า 330e ซึ่งคำว่า ‘eนั้นย่อมาจากคำว่า electrification หมายถึงเป็นรถไฟฟ้า แต่ไม่ต้องพะวงไป เพราะรุ่นนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรกของโลกที่เป็นรถไฟฟ้า จริงๆแล้วมันจัดเป็นรถไฟฟ้าประเภทปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-in hybrid electric vehicle) ที่มีคำย่อสี่ตัวอักษรใช้กันทั่วไปว่า PHEV อึมม..ผมเองก็เห็นด้วยนะ..ที่ไม่ได้เลือกใช้คำว่า“330phev” แปะที่ท้ายรถ…

 

ด้วยความที่เป็นรถยนต์ตระกูลเดียวกัน ทำให้ซีรีส์ 3 ทุกรุ่นมีรูปลักษณ์และความโค้งเว้าด้านหน้าจรดด้านท้ายเหมือนกันหมดประดุจฝาแฝด ไม่ว่าจะเป็นรุ่นการตกแต่งแบบ SE, Sport, Luxury และ M Sport จะมีเพียงไม่กี่จุดเท่านั้นที่เราจะสามารถแยกแยะรถไฮบริดออกจากหมู่พี่น้องท้องเดียวกันได้ นั่นก็คือป้ายเรียกชื่อรถที่แปะอยู่ด้านท้ายและจุดฝาเปิด-ปิดสำหรับชาร์จไฟฟ้าที่อยู่บริเวณซุ้มล้อหน้าด้านซ้าย ฉะนั้น รถไฮบริดรุ่นนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่เตะตาต่อผู้พบเห็นเท่าใดนัก

Layout 1

ในแง่สมรรถนะการขับขี่ สำหรับท่านที่เคยมีประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชั่นก่อนหน้ามาก่อนอย่างรถโตโยต้า พรีอุส แน่นอนว่าถ้าได้ขับ 330e จะรู้สึกได้ถึงอารมณ์และความแตกต่าง โดย บีเอ็มดับเบิลยู 330e เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบรุ่นใหม่ล่าสุดของบีเอ็มดับเบิลยูที่มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด (พร้อมปุ่มควบคุมเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น) ในส่วนที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้พละกำลัง 88 แรงม้า แรงบิดที่ 184 ปอนด์-ฟุต โดยมีแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ในกระโปรงท้ายใต้เบาะหลัง (ซึ่งใช้พื้นที่ไป 110 ลิตร) และใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 3 ชั่วโมง (แต่ถ้าใช้เครื่องชาร์จแบบความเร็วสูงจะใช้เวลาสั้นลง แค่ 2 ชั่วโมงกว่าเท่านั้น) ในเรื่องสมรรถนะและประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เบนซินใน 330e จะให้ม้า 252 ตัว แต่ถ้าเครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้แรงบิด 310 ปอนด์-ฟุต ปล่อยไอเสียต่ำมากที่ 44 กรัมต่อกิโลเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 148.7 ไมล์ต่อแกลลอน (53 กิโลเมตรต่อลิตร) อัตราเร่งความเร็ว 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมงภายใน 6.1 วินาที

3

ข้อดีของ รถไฮบริด นั้นเราจะพบว่ามันเป็นรถที่โดดเด่นในเรื่องของความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง บรรดาค่ายรถยนต์มักทำการทดสอบเพื่อหาค่าความประหยัดและมักชอบที่จะหยิบยกตัวเลขต่ำสุดขึ้นมาอ้างถึง และถ้านำรุ่น 320d เครื่องดีเซล และ 330e มาเปรียบเทียบกันให้เห็นแบบจะจะ โดยให้วิ่งบนถนนแบบยาวๆ ในวันที่ไม่มีลมแรงปะทะและขับแบบไม่เปิดแอร์ เราจะพบว่า 320d จะแสดงตัวเลขด้านความประหยัดได้ใกล้เคียงกับที่เคลมไว้อย่างเป็นทางการ ซึ่งทำได้ดีมากกว่า 330e นั่นก็คือ ซีรีส์ 3 เครื่องยนต์ดีเซลให้ความประหยัดกว่าเมื่อวิ่งบนมอเตอร์เวย์หรือขับทางไกลนั่นเอง

1

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า 330e นั้นก็มีข้อเด่นกว่าในเรื่องเครื่องเดินเรียบและเงียบมาก และจะไม่มีค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงถ้าใช้ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่สำคัญมันใช้งานได้ดีมากเมื่อใช้ขับในเมือง และจะยิ่งคุ้มค่าหรือประหยัดมากขึ้นอีก ถ้าเราสามารถชาร์จให้แบตเตอรีเต็มอยู่เสมอและพร้อมใช้งานต่อไปได้อีก เราอยากแนะนำให้คุณลองจดตัวเลขเปรียบเทียบดู นอกเสียจากว่าในวันฟ้าสวยคุณอาจมีอารมณ์ที่จะพาเจ้า 330e ไปนอกเมืองบ้าง คุณจะพบว่ามันก็ทำความเร็วได้ค่อนข้างน่าประทับใจเลยแหละ

ข้อมูลจาก : bmwcarmag Thailand