กระทรวงการคลังประกาศลั่นลดอัตราภาษีรถยนต์ลงจากเดิม

Home / ข่าวรถยนต์ / กระทรวงการคลังประกาศลั่นลดอัตราภาษีรถยนต์ลงจากเดิม

เป็นเรื่องที่น่ายินดีและดีใจสำหรับการ ลดอัตราภาษี สรรพสามิต ฉบับที่ 138 วันที่ 20 มิถุนายน 2560 ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยมีความชัดเจนสักเท่าไหร่ จนมาถึงตอนนี้การปรับลดเพิ่มความชัดเจนมากขึ้น ยิ่งรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก หรือ ประเภท PPV และรถกระบะที่มี 4 ประตู ที่ไม่เคยมีกำหนดไว้ รวมไปถึง รถยนต์นั่งแบบพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV) ก็มีการปรับ ลดอัตราภาษี สรรพสามิตลงจากเดิมอีกด้วย

  1. รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (PPV) แบบไฮบริด ที่มีขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี และเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่ปล่อย CO2 ไม่เกิน 175 กรัม/กิโลเมตร จะได้รับการ ลดอัตราภาษี สรรพสามิตเหลือ 23% ทั้งนี้รถประเภทนี้ต้องมีคุณลักษณะ มาตรฐานความปลอดภัย และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

2. รถยนต์นั่งที่มีกระบะ (กระบะประเภท 4 ประตู : Double Cab) ต้องมีขนาดขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี และเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (HV) ที่ปล่อย CO2 ไม่เกิน 175 กรัม/กิโลเมตร จะได้รับการ ลดอัตราภาษี สรรพสามิตเหลือ 10% ซึ่งแต่เดิมเก็บที่ 12%-15% ขึ้นอยู่กับการปล่อย CO2 ทั้งนี้รถประเภทดังกล่าวต้องมีคุณลักษณะ มาตรฐานความปลอดภัย และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

3. รถยนต์นั่งแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (Hybrid) ต้องมีขนาดขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี ได้รับการ ลดอัตราภาษี สรรพสามิตลงไปกึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 5%-10% ซึ่งอัตราภาษีเดิมอยู่ที่ 10%-20% ขึ้นอยู่กับการปล่อย CO2

4. รถยนต์นั่งแบบพลังงานไฟฟ้าล้วน (Electric Vehicle) ได้ ลดอัตราภาษี สรรพสามิตเหลือ 2% จากเดิม 10% สำหรับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่นั่งไม่เกิน 10 คนเท่านั้น

5. สำหรับผู้ที่ผลิตหรือผู้จำหน่ายรถยนต์ที่ได้รับการ ลดอัตราภาษี สรรพสามิต ตามข้อที่ 3 และข้อที่ 4 ไปแล้ว นอกจากจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการลดและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 109) ลงวันที่ 24 เมษายน 2556 แล้ว จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

  • ต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
  • ต้องยื่นเอกสารแจ้งความประสงค์ขอรับการลดอัตราภาษสรรพสามิต และทำข้อตกลงกับกรมสรรพสามิตก่อนเริ่มการผลิตรถยนต์แบบไฮบริด (HV) หรือรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (EV) ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563
  • “ตั้งแต่ปีที่ 4” นับตั้งแต่วันที่ลงนามในข้อตกลงกับสรรพสามิตจนถึงวนที่ 31 ธันวาคม 2568 รถยนต์แบบไฮบริด (HV) หรือรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (EV) ทุกคันที่ผลิตต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตหรือประกอบจากผู้ที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นประเภทลิเธียมไอออน, นิกเกิลเมทัลไฮโดรด์ หรือแบตเตอรี่ประเภทอื่นที่ให้พลังงานจำเพาะโดยน้ำหนัก (Wh/kg) ที่สูงกว่าประเภทลิเธียมไอออน หรือ นิกเกิลเมทัลไฮโดรด์

6. การ ลดอัตราภาษี สรรพสามิตตามข้อที่ 3 และข้อที่ 4 ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

7. ประกาศให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

เห็นอย่างนี้แล้วคนไทยคงจะยิ้มออกกันได้บ้าง ยิ่งสำหรับคนที่ใช้รถยนต์ไฮบริด (HV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งก็รู้ๆกันอยู่ว่ารถประเภทนี้มีราคาจำหน่ายที่สูงกว่ารถทั่วไป โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่อย่างไรก็ตามการ ลดอัตราภาษี สรรพสามิตนั้นจะเพียงพอและผู้คนกล้าที่จะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฮบริด หรือ รถยนต์ไฟฟ้ากันหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป