รวดเร็วเพียงกะพริบตา การทำงานของ Ford Everest ในสถานการณ์รถชน

Home / ข่าวรถยนต์ / รวดเร็วเพียงกะพริบตา การทำงานของ Ford Everest ในสถานการณ์รถชน

รายงานสถานะความปลอดภัยบนท้องถนนระดับโลกขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ปี 2558 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจาก 180 ประเทศทั่วโลกระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนนั้นคงตัวอยู่ที่ 1.25 ล้านต่อปี นับตั้งแต่ปี 2550 แต่ถึงแม้จำนวนผู้เสียชีวิตจะไม่ได้เพิ่มขึ้น คนไทยก็ยังไม่ควรนิ่งนอนใจได้ เนื่องจากรายงานฉบับเดียวกันนี้ได้ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจราจรบนถนนสูงที่สุดในโลก ที่อัตรา 36.2 ต่อประชากร 100,000 คน1

องค์การอนามัยโลกได้กระตุ้นให้ประเทศต่างๆ เพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายจราจรเพื่อลดอัตราการชน การบาดเจ็บ และการตายบนท้องถนน โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 5 อย่าง ได้แก่ การขับรถด้วยความเร็วสูง การขับรถขณะมึนเมา การใช้หมวกนิรภัยในผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ การคาดเข็มขัดนิรภัย และการใช้เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก2

เพื่อสนับสนุนให้ท้องถนนปลอดภัยยิ่งขึ้น ฟอร์ด ประเทศไทย มุ่งมั่นส่งเสริมความตระหนักในการขับขี่อย่างปลอดภัยเพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุ ด้วยการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ รวมถึงโครงการ “Driving Skills for Life – ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” โครงการเพื่อสังคมโครงการหลักของบริษัท ซึ่งครอบคลุมการจัดการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม เพื่อเสริมสร้างและปลูกฝังทักษะที่จำเป็นในการขับขี่อย่างปลอดภัยและการหลบเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ความปลอดภัยคือสิ่งแรกที่ Ford ให้ความสำคัญในการออกแบบรถยนต์ทุกรุ่น ตัวอย่างเช่น Ford Everest ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจและสะดวกสบายบนท้องถนน ด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อให้ตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งกว่าที่ผู้ขับขี่จะสามารถทำได้

ในสถานการณ์ที่เกิดการปะทะด้านข้าง ฟังก์ชันเหล่านี้จะทำงานภายใน 70 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่าระยะเวลาประมาณ 100 มิลลิวินาที ที่ใช้ในการกะพริบตา เทคโนโลยีช่วยขับขี่อันล้ำสมัยนี้สามารถตอบสนองและช่วยชีวิตได้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์บนท้องถนนที่ไม่คาดคิด

 

สัมผัสถึงอันตราย
การปะทะนั้นมีหลายขั้นและเกิดขึ้นพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็ว Ford Everest มาพร้อมเซนเซอร์อัจฉริยะที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อจับความเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศด้านในประตูเกือบในทันทีที่เกิดการปะทะด้านข้าง เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องวัดความเร่ง (Accelerometer) ที่ออกแบบมา เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงความเร็วที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จะช่วยประเมินความรุนแรงของการปะทะ และตัดสินใจว่าถุงลมนิรภัยควรทำงานหรือไม่ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 8 มิลลิวินาที เท่านั้น*

เริ่มปฏิบัติการ
ขั้นต่อไปได้รับการออกแบบมาให้ใช้เวลาประมาณ 25 มิลลิวินาที ในการปะทะด้านข้างที่รุนแรง โดยระบบเติมลมของถุงลมนิรภัยทั้งหมดในตัวรถจะเติมลมตามลักษณะการปะทะที่เซนเซอร์ระบุ นอกจากถุงลมนิรภัยด้านข้างแล้ว Ford Everest ยังมาพร้อมม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbag) ที่ช่วยกันแรงปะทะด้านข้างจากที่นั่งโดยสารทั้ง 3 แถว ขั้นตอนเหล่านี้ ใช้เวลานับตั้งแต่เริ่มเกิดการปะทะน้อยกว่าหนึ่งในสามของเวลาที่ใช้ในการกะพริบตาเท่านั้น

โครงสร้างที่มั่นคง
Ford Everest
ถูกสร้างด้วยวัสดุที่มีความแข็งแกร่งสูง เพื่อให้สามารถจัดการกับพลังงานจากการชนและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสาร โครงสร้างของรถได้รับการออกแบบให้ส่งแรงปะทะออกไปจากตัวคนขับและผู้โดยสาร และดูดซับพลังงานจากการชนไว้ โครงเหล็กและถุงลมนิรภัยได้รับการออกแบบให้ดูดซับบางส่วนของแรงกระแทกก่อนที่จะไปถึงตัวผู้โดยสาร* โดยใช้เวลาน้อยกว่าครึ่งที่ใช้ในการกะพริบตาเท่านั้น จนถึงตอนนี้ คนขับและผู้โดยสารอาจยังไม่รู้ตัวว่าเกิดการปะทะขึ้นแล้ว ห้องโดยสารได้รับการปกป้องด้วยโครงเหล็กนิรภัยที่จะช่วยลดการบาดเจ็บให้น้อยที่สุด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือช่วยให้การออกจากรถหลังอุบัติเหตุง่ายยิ่งขึ้น เซนเซอร์ ถุงลมนิรภัย และโครงสร้าง ฟังก์ชันเพื่อความปลอดภัยทั้งหมดนี้ สามารถทำงานภายใน 70 มิลลิวินาที* คือเพียงชั่วกระพริบตาเท่านั้น

เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่ง่ายขึ้น

แต่สิ่งที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งคือสิ่งที่เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะต่างๆ ใน Ford Everest เข้ามามีบทบาทสำคัญ ฟังก์ชั่นเหล่านี้ รวมไปถึง ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ที่ช่วยลดความเสียหายจากการกระแทกหรือหลีกเลี่ยงโอกาสการชน** ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ที่ทำงานร่วมกับกล้องที่ติดตั้งบริเวณหน้ารถ รวมไปถึง ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System) ซึ่งจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้า และระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert)**** ถึงแม้เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะจะไม่ได้มาแทนที่สมาธิ การตัดสินใจ และความต้องการควบคุมรถของคนขับ และยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง แต่เทคโนโลยีเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

 

ขับขี่อย่างสบายใจ
การขับรถไม่ควรเป็นช่วงเวลาที่เครียดที่สุดในแต่ละวันของคุณ และ Ford Everest จะช่วยให้คุณเดินทางอย่างสบายใจ ทั้งดีไซน์และวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลัง Ford Everest คือ ระบบอัจฉริยะที่พร้อมตอบสนองและปฏิบัติการเกือบจะในทันทีเมื่อเกิดการปะทะ และ Ford ยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจและสบายใจเมื่อออกเดินทาง ด้วยรถที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการกะพริบตา

* ระยะเวลาทั้งหมดมาจากการทดสอบการปะทะของ Ford ในสภาวะควบคุม

**มีในรุ่นไทเทเนียมพลัส ฟังก์ชันอาจไม่ทำงานในสภาพถนนหรือการขับขี่บางประเภท หรือในสภาพอากาศไม่อำนวย

***มีในรุ่นไทเทเนียมพลัส ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางจะไม่ควบคุมพวงมาลัย และจะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนถนนที่มีหลายช่องทางและมีเส้นบอกช่องทางที่ชัดเจน ฟังก์ชันอาจไม่ทำงานในสภาพถนนหรือการขับขี่บางประเภท หรือในสภาพอากาศไม่อำนวย

****มีในรุ่นไทเทเนียมพลัส เท่านั้น และจะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง