ประกันภัยรถยนต์ ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รถไร้คนขับ

รถไร้คนขับ ผลกระทบและการรับมือของ บริษัทประกันภัยรถยนต์

Home / ข่าวรถยนต์ / รถไร้คนขับ ผลกระทบและการรับมือของ บริษัทประกันภัยรถยนต์

ในต่างประเทศเช่นอเมริกา ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือ รถไร้คนขับ กำลังมาแรงทีเดียว นอกจากความเจ๋งของเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์แล้ว รถไร้คนขับ ยังเป็นยานพาหนะที่มีความปลอดภัยสูง เพราะตามสถิติของ Accenture บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาทั่วโลกได้ทำการวิจัยไว้ พบว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนกว่า 94% เกิดจากความประมาทของมนุษย์เอง ซึ่งเมื่อมีการใช้เทคโนโลยีที่มีการตัดสินใจแม่นยำกว่า ความผิดพลาดน้อยกว่าเข้ามาใช้ แน่นอนว่าอุบัติเหตุเหล่านั้นจะน้อยลง และเมื่ออุบัติเหตุทางรถยนต์น้อยลง การประกันภัยทางรถยนต์ก็จะมีความสำคัญน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งส่วนนี้เอง ที่เป็นแรงผลักดันให้บริษัทประกันทั้งหลายต้องปรับตัวตาม

แนวโน้มของรถไร้คนขับในอนาคต
จากการวิจัยและสร้างแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับ รถไร้คนขับโดยAccenture และ Stevens Institute of Technology พบว่าในปี 2035 จะมีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ วิ่งบนถนนสายหลักของอเมริกากว่า 23 ล้านคัน นอกเหนือจากรถยนต์และรถบรรทุกจำนวน 250 ล้านคันที่จดทะเบียนในประเทศทั้งหมด แม้จะเป็นสัดส่วนที่ดูเหมือนไม่มากนัก แต่ก็เป็นจำนวนรถที่ไม่ต้องใช้ประกันภัยรถยนต์ส่วนบุคคลเพราะไม่มีคนขับอีกต่อไปแล้ว ซึ่งรถยนต์เหล่านี้จะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผลที่ตามมาคือความตื่นตัวของบริษัทประกันที่มีต่อรถไร้คนขับ และค่าเบี้ยที่อาจจะลดลง เพราะเมื่ออุบัติเหตุลดลง การเคลมก็น้อยลงไปด้วย บริษัทประกันรถยนต์ไม่มีเหตุผลที่จะเก็บค่าเบี้ยแพงๆ อีกต่อไป

รถไร้คนขับกับบริษัทประกันภัยรถยนต์ในปัจจุบัน
ประกันภัย 
รถยนต์คำนวณค่าเบี้ยจากความเสี่ยงและสถิติอุบัติเหตุ โดยผูกกับเจ้าของรถหรือผู้เอาประกันครับ แต่เมื่อมีรถไร้คนขับเข้ามา ความเสี่ยงต่างๆ ต้องใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัยในการคำนวณใหม่ทั้งหมด และจากรายงานชิ้นเดิมของ Accenture ก็ทำให้เห็นว่า รถไร้คนขับส่วนใหญ่ไม่ใช่รถส่วนบุคคล แต่เป็นของบริษัทผลิตยานยนต์เช่น General Motor หรือเป็นของบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Google หรือ Apple ซึ่งจอห์น คูซาโน และไมเคิล คอสตานิค ผู้บริหารของ Accenture ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า “บริษัทประกันภัยรถยนต์จะได้แหล่งรายได้ใหม่ และมีเวลาปรับตัว ก่อนการมาถึงของรถไร้คนขับอย่างเต็มรูปแบบ” ซึ่งในกรณีนี้ก็คือบริษัทเจ้าของรถไร้คนขับเหล่านี้นี่เอง

และยังมีการคาดการจากรายงานฉบับเดียวกันนี้ด้วยว่า เบี้ยประกันรถยนต์จะลดลงและถูกคำนวณแบบรายบุคคลได้ ภายในปี 2026 คืออีกไม่ถึง 10 ปี ในอเมริกาจะมีค่าเบี้ยที่ถูกลง ส่วนในไทยกว่าจะได้เห็นคงอีกซักพัก

แม้ตอนนี้รถไร้คนขับจะยังไม่มาเต็มรูปแบบ แต่บริษัทประกันภัยรถยนต์ใหญ่ๆ ทั่วโลกก็ตื่นตัวกันแล้ว เพราะทันทีที่ค่าเบี้ยลดลง นั่นก็หมายถึงรายได้ของบริษัทประกันที่จะลดตามไปด้วย จอห์น คูซาโน และไมเคิล คอสตานิค ได้พูดถึงกุญแจ 4 ดอกที่จะช่วยให้บริษัทประกันภัยรถยนต์รับมือกับรถไร้คนขับได้ในอนาคต

กุญแจดอกแรก :: Big Dataนำข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการควบคุม หรือการสนับสนุนการใช้งานของ รถไร้คนขับ มาประมวลผลและนำไปใช้งานต่อได้

กุญแจดอกที่สอง :: คณิตศาสตร์ประกันภัย ต้องมีการวางกรอบและปัจจัยในการคิดคำนวณความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงสร้างโมเดลใหม่ขึ้นมาใช้กับ รถไร้คนขับ เพราะเป็นรถที่มีอิสระในการขับเคลื่อนมากขึ้น

กุญแจดอกที่สาม:: หุ้นส่วนทางธุรกิจ ในยุค รถไร้คนขับ บริษัทประกันจะต้องร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ การสื่อสาร นักพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงรัฐบาลที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย

กุญแจดอกที่สี่:: โมเดลธุรกิจใหม่ บริษัทประกันควรปรับตัวให้เข้าสู่ตลาดการค้าขนาดใหญ่ เขียนกรมธรรม์ให้มีเงื่อนไขที่น้อยลง แต่รับกับความเสี่ยงสูงๆ ได้

ประกันภัยรถยนต์ในอนาคตกับรถไร้คนขับเต็มรูปแบบ
แม้จะคาดกันว่า อเมริกาจะเข้าสู่ยุค รถไร้คนขับ เต็มรูปแบบราวๆ ปี 2035 แต่ในระหว่างนี้บริษัท ประกันรถยนต์ จะสามารถไล่ตามเทคโนโลยีนี้ทันในเวลาไม่นานนักครับ และแม้ ประกันภัยรถยนต์ จะทำรายได้น้อยลง แต่รถไร้คนขับก็มาพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อีกหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นประกันด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ความน่าเชื่อถือของตัวรถไร้คนขับเอง หรือโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทประกันภัยแต่ละแห่ง ซึ่งยังพัฒนาได้อีกมากทีเดียว

ความเปลี่ยนแปลงอาจจะน่ากลัว แต่ถ้าเรารู้จักปรับตัวก็ไม่มีอะไรให้กังวลตราบใดที่คนยังใช้ยานพาหนะไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ธรรมดาหรือรถไร้คนขับ ความปลอดภัยของคนที่โดยสารมาในรถก็ยังสำคัญมากๆ อยู่ดี และความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่น่าตั้งตาคอย

 

ข้อมูลโดย : Frank.co.th