Electric vehicle nissan รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

จับตาส่องเทรนด์ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ชีวิตนี้ จะได้ใช้หรือไม่?

Home / ข่าวรถยนต์ / จับตาส่องเทรนด์ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ชีวิตนี้ จะได้ใช้หรือไม่?

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า EV(Electric Vehicle) ชีวิตนี้ จะได้ใช้หรือไม่? ก็ยังคงเป็นคำถามที่ใช้ถกเถียงกันอยู่เสมอ ถึงแม้ประเทศชั้นนำทั่วโลกต่างหันมาให้ความสำคัญ แต่ก็ยังมีบางจุดเป็นคำถามที่ทำให้การนำมาใช้จริงเป็นเรื่องยากในบ้านเรา แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น การพัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เป็นไปในลักษณะก้าวกระโดด เช่น ระบบมอเตอร์และชุดส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ที่สามารถวิ่งได้ไกลขึ้น รวมถึงต้นทุนของแบตเตอรี่ที่ลดลง ค่ายรถยักษ์ใหญ่จึงเริ่มให้ความสนใจลงทุน ทำให้มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเห็น รถยนต์ไฟฟ้า วิ่งตามท้องถนนในเร็ววัน

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ชีวิตนี้จะได้ใช้หรือไม่?

รถยนต์ไฟฟ้า EV คืออะไร ทำงานอย่างไร?

ก่อนที่เราจะไปดูเทรนด์ของ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบบเจาะลึก เรามาทำความรู้จักประเภทของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันกันก่อนดีกว่า ว่าแบ่งออกเป็นกี่ประเภท

  • รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%  (Electric Vehicle : EV) รถยนต์ประเภทนี้เป็นรถยนต์ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว โดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่อยู่ในแบตเตอรี่ (แบบลิเธียมไอออน) ซึ่งมาจากการอัดประจุไฟฟ้าจากภายนอกเท่านั้น พูดง่ายคือไม่ต้องเติมน้ำมัน เสียบปลั๊กชาร์ตไฟอย่างเดียว จะไม่มีการปล่อยมลพิษ และ CO2
  • รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV) คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาต่อยอดมาจากรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด โดยใช้น้ำมัน และไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนร่วมกัน สามารถเสียบปล๊กชาร์จไฟฟ้าได้แบบรถไฟฟ้า EV ส่วนรถแบบ Hybrid จะใช้น้ำมัน และไฟฟ้าร่วมกัน
  • รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle : HEV) หรือ รถยนต์ไฮบริดที่เราพบอยู่ในทุกวันนี้คือรถที่มีแหล่งกำเนิดของพลังงานมากกว่า 1 แห่ง หรือ เป็นรถยนต์ที่เครื่องยนต์ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เชื้อเพลิงกับมอเตอร์ไฟฟ้า สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำกว่ายานยนต์ปกติ โดยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในมอเตอร์จะได้กลับคืนมาจากพลังงานที่ต้องสูญเสียจากการเบรกและถูกนำมาประจุไว้ในแบตเตอรี่ แต่ไม่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้า

Global Trend : จุดยืนทั่วโลก กับ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

อย่างที่บอกไว้ด้านบน รถยนต์พลังงานไฟฟ้า กำลังถูกให้ความสำคัญ นั่นเพราะทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานมากขึ้น รัฐบาลหลายประเทศจึงเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อเกื้อหนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ กลายเป็นยานพาหนะหลักของประเทศ อาทิ

  • นอร์เวย์ : ไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม / ค่าทางพิเศษ / ค่าจอดรถในที่จอดของรัฐ / ใช้งานบัสเลนได้ในชั่วโมงเร่งด่วน / นำรถยนต์ขึ้นเรือเฟอร์รี่ได้ฟรี จนปัจจุบันมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่จดทะเบียนแล้วกว่า 100,000 คัน กลายเป็นประเทศที่ใช้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า มากที่สุดในโลก และคาดว่าจะเป็นประเทศแรกที่ใช้รถพลังงานทั้งหมด ภายในปี 2025
  • อังกฤษ : มีนโยบายสั่งห้ามการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและเบนซิน นับตั้งแต่ปี 2040 เป็นต้นไป เพื่อแก้ปัญหามลพิษ ขณะเดียวกันรัฐยังสนับสนุนเงินมูลค่า 255 ล้านปอนด์ เพื่อช่วยเหลือหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ปัญหามลพิษที่ปล่อยออกมา จากยานพาหนะอีก
  • จีน : เริ่มวางแผนห้ามผลิตและจำหน่ายรถยนต์ ที่ใช้น้ำมันดีเซลและเบนซิน เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันพิษจากรถยนต์ตามหัวเมืองใหญ่ และรัฐบาลเตรียมบรรจุหลักสูตรการผลิต รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มความเชี่ยวชาญให้กับคนรุ่นใหม่

นี่เป็นเพียงประเทศส่วนหนึ่งที่เริ่มวางแผนนโยบายระยะยาวเท่านั้น และยังมีประเทศใหญ่ๆ อีกหลายประเทศ กำลังประกาศปรับลดภาษีสำหรับผู้ที่เลือกซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมสนับสนุนการขยายสถานีจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำหรับประชาชน กระตุ้นให้ยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า EV  ทั่วโลก พุ่งขึ้นมากกว่า 50% ทำให้ภาพเริ่มชัดแล้วว่ารถยนต์แห่งอนาคตไม่ได้เป็นแค่เพ้อฝันอีกต่อไป

Thailand Trend : ความพร้อมของไทย กับ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ประเทศไทยเองก็เป็นอีกประเทศที่ภาครัฐกำลังตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาก เช่น กระทรวงการคลัง ที่ออกประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่องลดอัตราสรรพสามิต ฉบับที่ 138 เกี่ยวกับรถยนต์ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าว่า EV, (Electric Vehicle), FEV (Full Electric Vehicle), All-Electric Vehicle หรือ แปลภาษาชาวบ้านคือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เต็มรูปแบบจะได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงเหลือ 2% ซึ่งเป็นอัตราการเสียภาษีสรรพสามิตที่ต่ำที่สุดในบรรดารถยนต์ทุกประเภท เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลกำลังเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ โดยมีเป้าหมายคือ ภายในปี พ.ศ. 2579 จะมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า   วิ่งบนท้องถนน 1.2 ล้านคัน ให้ได้

นอกจากนี้มีการเปิดผลการศึกษาอนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน (Frost and Sullivan) ที่ปรึกษาด้านสำรวจและวิจัยผู้บริโภคด้านเทคโนโลยี พบว่า 3 อันดับประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความต้องการซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากที่สุด  คือ ฟิลิปปินส์ (46%) ไทย (44%) และ อินโดนีเซีย (41%)

ซึ่ง 44% ของคนไทยที่ว่านั้น เป็นคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ที่รอการมาถึงของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และจะพิจารณารถยนต์พลังงานไฟฟ้าในการวางแผนเพื่อซื้อรถคันต่อไป ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้น 50% เพื่อครอบครองรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากกว่ารถที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ทั่วไปหากอนาคตมีรถไฟฟ้าในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึงการร่วมใช้ยานพาหนะที่ใช้พลังงานทดแทนนี้อาจเป็นหนทางแก้ไขเรื่องไอเสียบนท้องถนนได้อย่างสมบูรณ์

สถานีชาร์จไฟรถไฟฟ้า พร้อมหรือไม่?

แต่ก็จะมีคำถามต่อมาว่า แล้ว สถานีชาร์จไฟรถไฟฟ้า พร้อมแค่ไหน? ปัจจุบันนี้ในกรุงเทพฯ เริ่มมีสถานีแบบนี้ให้เห็นบ้างแล้ว เราอาจจะผ่านตาในชื่อ EA Anywhere ที่  บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และพันธมิตรอีก 22 ราย จับมือกันสร้าง และมีเป้าหมายสูงสุดสร้าง 1,000 สถานี ภายในปี 2561 นี้

โดยจะมีหัวชาร์จ 3 แบบด้วยกันคือ

1.หัวชาร์จแบบปกติ (Normal Charger) เป็นการชาร์จทั่วไปสำหรับใช้ชาร์จที่บ้าน ใช้เวลาชาร์จ : 8 ชม.

2.หัวชาร์จแบบเร็ว (AC Normal Charger) เป็นการชาร์จด้วยไฟ AC โดยชาร์จผ่าน On Board Charger ที่ยู่ภายในตัวรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่ในการแปลงไฟ AC ไปเป็นไฟ DC ขนาดของตัว On Board Charger จะขึ้นอยู่กับยี่ห้อรถยนต์ ซึ่งขนาดของ On Board Charger จะมีผลต่อระยะเวลาในการชาร์จไฟของแบตเตอรี่รถยนต์ เหมาะกับการชาร์จเพื่อเดินทางระยะใกล้ ใช้เวลาชาร์จ: 2-3 ชม.

3.หัวชาร์จแบบเร็วมาก (DC Quick Charger) เป็นการชาร์จโดยใช้ตู้ EV Charger (สถานีชาร์จรถไฟฟ้า) ที่แปลงไฟ AC ไปเป็นไฟ DC แล้วจ่ายไฟ DC เข้าที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จจะน้อยกว่าแบบ Normal Charger หัวชาร์จ (SOCKET) ของตู้ EV Charger จะมีทั้งแบบที่เป็น AC และ แบบ DC ประเภทของหัวชาร์จจะขึ้นอยู่กับมาตรฐานของผู้ผลิตรถยนต์ เหมาะกับการชาร์จเพื่อเดินทางระยะไกล ใช้เวลาชาร์จ: 30 นาที

และ กฟน.ก็ได้ทำแอพพลิเคชั่น ที่ชื่อว่า MEA EV ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวกลางให้ทุกคนสามารถ ค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้า / นำทางไปยังสถานีชาร์จ / จองหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ /  ควบคุมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าผ่านระบบรีโมทด้วยแอปพลิเคชัน / การแจ้งข้อมูลประวัติการชาร์จ / คำนวณอัตราการประหยัดพลังงาน พร้อมรองรับการใช้งาน รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบบระยะยาว

ข้อดีของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

  • ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจึงช่วยลดการเผาไหม้น้ำมันที่เป็นต้นตอของคาร์บอนไดออกไซด์ และทำให้สภาพแวดล้อมของโลกดีขึ้นอย่างมาก
  • ลดค่าใช้จ่าย จากข้อมูลการวิจัยของ ยูโรเปี้ยน ไคลเมต ฟาวเดชั่น มูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป เมื่อปี 2015 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าช่วยให้ประหยัดเงินได้มากขึ้นราวๆ 45,000 บาทต่อปี เนื่องจากว่าไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันซึ่งมีราคาสูงเป็นเชื้อเพลิงให้รถยนต์อีกต่อไป
  • ขับได้เงียบสงบ แต่ก่อนรถยนต์ที่ผลิตออกมาขายต่างแข่งกันในเรื่องของความเงียบในห้องโดยสาร จนเรื่องออพชั่น เทคโนโลยีล้ำต่างๆ เข้ามาก็ทำให้ผู้ผลิตละเลยตรงส่วนนี้ไป แต่ผู้ใช้ไม่กังวลกับปัญหาเรื่องเสียงดังที่มาจากเครื่องยนต์ เพราะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนทำได้เงียบกว่ามากจนแทบแยกไม่ออกเลยว่ามอเตอร์กำลังติดอยู่  
  • การซ่อมบำรุงถูกกว่า อาจฟังไม่น่าเชื่อ แต่มันมีเหตุผลอยู่ เพราะเครื่องยนต์แบบเก่าที่ต้องเผาไหม้ จนต้องปวดหัวกับการซ่อมบำรุงชิ้นส่วนอุปกรณ์อยู่เรื่อยๆ ขณะที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า จะมีชิ้นส่วนในการทำงานที่จุกจิกน้อยกว่า การขับเคลื่อนก็มีแค่มอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่ อีกทั้งระบบเบรกที่ใช้มอเตอร์ช่วยเพิ่มแรงเสียดทานขณะเบรกก็ทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ของระบบทำงานน้อยลง สึกหรอน้อยกว่าและแน่นอนค่าบำรุงรักษาก็ถูกกว่าด้วยเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลเบื้องต้น และเทรนด์ทั้งหมด ของ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในไทยและทั่วโลก ซึ่งพอได้อ่านหลายคนก็น่าจะเริ่มเห็นความเป็นไปได้แล้ว ดังนั้นที่ว่า “รถยนต์พลังงานไฟฟ้าชีวิตนี้ จะได้ใช้จริงหรือไม่?” อาจจะไม่ใช่พ้อยท์สำคัญของคำถามแล้ว แต่อาจเป็น “เราพร้อมที่จะเปิดรับ รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารึยัง?” เพราะยิ่งเราเปิดรับเร็วเท่าไหร่ อนาคตก็จะมาถึงเร็วเท่านั้น