บทพิสูจน์ของความทุ่มเท เพื่อยางที่ดีขึ้น MICHELIN กับเวที Le Mans 24 Hours

Home / ข่าวรถยนต์ / บทพิสูจน์ของความทุ่มเท เพื่อยางที่ดีขึ้น MICHELIN กับเวที Le Mans 24 Hours

เมื่อกล่าวถึงการแข่งขันรถที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในโลก ทุกคนคงต้องนึกถึงการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans นับว่าเป็นรายการใหญ่ระดับโลกรายการหนึ่ง ที่ไม่เพียงแค่นักแข่ง หรือ คนดูเท่านั้นที่รอคอยรายการนี้ แต่ยังรวมไปถึงเหล่าทีมวิศวกร, ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังรายการนี้ ในการพัฒนารถให้เหนือขีดจำกัดเดิมขึ้นไปอีกให้ได้ เพราะด้วยการแข่งขันรายการนี้ มีความท้าทายอยู่ตลอดการแข่ง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชนะในการแข่งนี้ไม่ใช่คนที่ขับได้เร็วที่สุด แต่เป็นคนที่ขับได้ระยะทางไกลที่สุด ภายในระยะเวลาที่กำหนด 24 ชม. กับทุกสภาพอากาศ ทั้งกลางวัน กลางคืน ที่แตกต่างกันมาก และทุกสภาพถนนใน Track ที่ใช้แข่ง ไม่ใช่ในสนามแข่งแบบ Circuit แต่เป็นลูกผสมระหว่างสนามแข่งที่เรียบ กับถนนทั่วไปที่มีความขุรุขระ

ความท้าทายของ 24 Hours of Le Mans ที่แข่งขันกันทั้งวันทั้งคืนแบบ 24 ชั่วโมง กลางวันที่แดดร้อน สภาพถนนที่แห้ง กลับกันในตอนกลางคืนที่มืดสนิท แถมอาจจะเจอฝนเป็นอุปสักในการแข่ง เพิ่มความท้าทายเข้าไปอีก ซึ่งในสภาพถนนเปียก อากาศที่หนาวเย็น นักแข่งที่นอกจากต้องมีทักษะที่ดี, รถที่พร้อมในการแข่ง ทุกทีมจึงให้ความสำคัญกับ ยาง อย่างมากในการแข่งขันนี้ ที่ต้องพร้อมรับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะด้วยสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน สภาพถนนที่ไม่ได้เรียบอยู่ตลอด ยางที่ใช้ต้องดีรอบด้าน High level of grip for a long time สามารถหนึบเกาะถนนเป็นเยี่ยม และต้องมีระยะเวลายาวที่นาน, Performance consistency การที่ยางสามารถถ่ายถอดสมรรมถนะที่ดีเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ, Longer stint อายุการใช้งานยาวนานที่จำเป็นในการแข่ง ลดเวลาในเข้าเปลี่ยนยาง และที่เน้นคือ Fuel efficiency ยางที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ MICHELIN ให้ความสำคัญทุกด้านทุ่มเทเทคโนโลยีพัฒนายาง MICHELIN Total Performance

บทพิสูจน์ความสำเร็จของ MICHELIN บนการแข่งขันครั้งนึ้คือชัยชนะตั้งแต่ปี 1998 ติดต่อกันมาถึง 18 ปี สิ่งสำคัญที่ทำให้ MICHELIN ประสบความสำเร็จบนเวทีนี้คือการเข้าใจโจทย์ของการแข่งขัน ว่ายางต้องสามารถมีสมรรถนะรอบด้านไมใช่แค่ช่วยให้รถวิ่งเร็วเพียงอย่างเดียว ตามแนวคิด MICHELIN Total Performance เพราะบนการแข่งขันเวทีนี้เราต้องการรถที่ดีทั้งเรื่องความทนทาน การประหยัดน้ำมัน และสมรรถนะที่ที่ดีในการวิ่งตอบโจทย์นักแข่งและทีมอย่างเต็มที่ซึ่งในปี 2015 กับแชมป์สมัยที่ 18 ของ MICHELIN นั้นเป็นการทำงานร่วมกับ ทีม Porsche กับรถ Porsche 919 Hybrid

ML-LE-5

บนความสำเร็จที่เกิดขึ้น MICHELIN สิ่งที่ได้รับไม่ใช่แค่เพียงโทรฟี่หากแต่เป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนากับทีมต่างๆ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการแข่งขันและถ่ายทอดสู่ยางรถยนต์ทั่วไปของMICHELIN เพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่า และตอบโจทย์คนที่รักการขับรถแบบ Performance ให้เต็มที่กับสมรรถนะของรถผ่านการถายทอดของยาง MICHEIN เพื่อให้ชัยชนะที่ได้มานั้นมีความหมายมากกว่าถ้วยรางวัล