ง่วงนอนขับรถ ฟอร์ด สมอง อุบัติเหตุ โทรศัพท์ขับรถ

คุณอาจคิดว่าเราสามารถแชทหรือ คุยโทรศัพท์ขณะขับรถ ได้ แต่จริงๆ แล้ว สมองของเราแยกการทำงานไม่ได้

Home / tips ความรู้เรื่องรถยนต์ / คุณอาจคิดว่าเราสามารถแชทหรือ คุยโทรศัพท์ขณะขับรถ ได้ แต่จริงๆ แล้ว สมองของเราแยกการทำงานไม่ได้

คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถทำงานสองอย่างพร้อมกันได้แต่จากการวิจัยทางจิตวิทยา ได้พิสูจน์แล้วว่า สมอง ไม่ได้สร้างประสาทเชื่อมโยงเพื่อการทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะขับรถเมื่อ สมอง ได้รับการโหลดข้อมูลให้ทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันมากเกินไป จะส่งผลให้การทำงานแต่ละอย่างช้าลงไปด้วย ตัวอย่างเช่น หลายคนอาจคิดว่าพวกเขาสามารถคุยโทรศัพท์ ขณะขับรถบนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย แต่การศึกษาทางวิทยาศาสตร์กลับไม่คิดเช่นนั้น

เมื่อผู้ขับขี่ไม่มีสมาธิจดจ่อ หรือมีเรื่องมากมายให้ต้องคิด กลับก่อให้เกิดผลเสียอย่างร้ายแรงได้จากสถิติองค์การอนามัยโลก ในทุกปี มีผู้คนมากกว่า 1.25 ล้านคนต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และยังพบว่า 94 เปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุนั้นเกิดจากความผิดพลาดของผู้ขับขี่ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุปัจจัยหลัก 4 ประการ ที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ ส่งผลให้สมองถูกเบี่ยงเบนความสนใจออกจากท้องถนนและมักนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงดังนี้

  1. การมองเห็น–สิ่งต่างๆที่ทำให้ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากท้องถนน เช่นดูโทรศัพท์หรือแต่งหน้า
  2. การได้ยิน– เสียงต่างๆ ที่ดังเกินไป อาทิการคุยโทรศัพท์หรือการฟังเพลงสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ผู้ขับขี่ไม่ได้ยินเสียงการจราจรอื่นๆ เช่น สัญญาณรถฉุกเฉิน
  3. การลงมือทำสิ่งอื่น– สิ่งต่างๆที่ทำให้ผู้ขับขี่ต้องละมือใดมือหนึ่งออกจากพวงมาลัย เช่นการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม
  4. สติในการรับรู้–สมาธิที่ลดลงอันเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่นความเหนื่อยล้า การทานยารักษาโรค หรือสิ่งไขว้เขวอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน

การขับขี่คือการใช้พลังงานสมองอย่างมาก

ภารกิจที่แตกต่างกันมีผลกระทบต่อการสร้างความสามารถในการรับรู้ที่ต่างกัน รวมทั้งการใช้พลังงาน สมอง ที่ต่างกันด้วยการนอนเล่นบนชายหาดนั้นใช้สมาธิในระดับที่ต่ำมากแต่ในทางตรงกันข้ามการขับขี่เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิสูงมากเนื่องจากสภาพการณ์ต่างๆ รอบตัวเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาในชั่วระยะเวลาอันสั้น

 แมตต์เกอร์แลชเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี แมตต์ คือหนึ่งในผู้สอนขับรถขั้นสูงที่สุดของ ฟอร์ด ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เขาใช้เวลานานกว่า 10 ปีในการฝึกอบรมวิศวกรเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขับขี่ ณ ศูนย์ทดสอบของ ฟอร์ดในประเทศออสเตรเลีย

“ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมได้อบรมผู้ขับขี่มากมายหลายร้อยคน และจากประสบการณ์ของผม การขับขี่บนถนนปกติต้องใช้พลังงานสมองมากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ส่วนการส่งข้อความ การถ่ายรูปหรือแม้กระทั่งการพูดคุยกับผู้โดยสารซึ่งดูเหมือนว่าจะทำได้ง่ายๆ  แต่ผู้ขับขี่ต้องใช้พลังงานสมองเป็นอย่างมาก และหากสมองถูกใช้งานเกินความสามารถก็จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้”

 การสำรวจของ ฟอร์ด เมื่อเร็วๆนี้พบว่า22 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงยุคใหม่ในเอเชียแปซิฟิกมักถ่ายรูปหรือเซลฟี่ในขณะขับรถซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะการขับรถที่ความเร็ว 100กิโลเมตรต่อชั่วโมงสามารถทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ไกลถึง 390 เมตรภายในเวลา 14 วินาที ซึ่งเป็นเวลาโดยเฉลี่ยที่ใช้สำหรับเซลฟี่นั่นเอง การสำรวจยังระบุว่า54 เปอร์เซ็นต์ของผู้ขับขี่พยายามจะไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถที่จะหยุดไม่ใช้โทรศัพท์ได้ และอีก 59 เปอร์เซ็นต์ของผู้ขับขี่ยังใช้โทรศัพท์ขณะรถติด หรือเมื่อติดสัญญาณไฟ แม้ทราบดีว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย

 ในฐานะผู้ขับรถทดสอบที่มีทักษะชั้นสูงส่วนหนึ่งในงานของเกอร์แลชคือการดึงสมรรถนะของรถออกมาใช้งานได้จนถึงขีดจำกัดซึ่งเกินกว่าที่ผู้ขับขี่โดยทั่วไปเคยได้สัมผัสในการทำเช่นนี้ เกอร์แลชยังต้องทดสอบผู้ขับขี่ที่เข้ารับการฝึกหัด ให้ทดสอบการขับขี่ที่เกินขีดจำกัดด้านการรับรู้ของพวกเขาด้วย

 “ในขณะขับขี่ เมื่อสมองของคุณต้องใช้พลังงานการรับรู้ 85 เปอร์เซ็นต์สมองของคุณจะไม่มีความสามารถในการทำสิ่งอื่นได้แล้วไม่ว่าคุณจะเป็นคนนักขับมืออาชีพหรือเพิ่งหัดขับรถก็ตามและหากคุณเริ่มเข้าใจว่าสมองของคุณต้องถูกใช้งานมากน้อยอย่างไรเพียงเพื่อการขับรถคุณก็จะสามารถจำกัดขีดการรับรู้ของตนเองและเป็นผู้ขับขี่ที่ปลอดภัย ” เกอร์แลชกล่าว

 ฉันในฐานะผู้ขับขี่ทำอะไรได้บ้าง

มีหลายวิธีที่ผู้ขับขี่สามารถลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุได้ดังนี้

 1.มุ่งสมาธิไปที่การขับขี่และหลีกเลี่ยงจากสิ่งรบกวนที่เป็นอันตรายขณะนั่งหลังพวงมาลัย – ผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลต่างๆได้ระบุอย่างชัดเจนว่า  ภัยอันตรายที่คุกคามชีวิตทั้งของผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้คนที่เดินถนนนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อผู้ขับขี่ละสมาธิออกไปจากการขับขี่บนท้องถนนแม้เพียงเล็กน้อย

2.ขยายมุมมองของคุณ – “โดยปกติ คนทั่วไปมักไม่มองไปข้างหน้าในระยะไกลเท่าไรนักขณะขับรถ” เกอร์แลชกล่าว “พวกเขามักจะมองไปแค่ที่รถคันข้างหน้าแทนที่จะมองและตรวจสอบรอบๆเพื่อดูว่า มีอะไรเกิดขึ้นข้างหน้าบ้างหรือไม่ แม้คุณจะผ่านการฝึกฝนในเรื่องนี้เพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องแต่คุณสามารถใช้วิสัยทัศน์ของคุณในการตรวจสอบเส้นทางในมุมกว้างทั้งที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างๆ พร้อมๆ กับการมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นรอบๆตัวได้

3.หลีกเลี่ยงการขับขี่ขณะง่วงนอน – ไม่มีอะไรปิดบังความสามารถภายในที่ลดลงเมื่อมีความเหนื่อยล้าหรืออยู่ในภาวะที่ยาออกฤทธิ์ การรับรู้และการตื่นตัวอย่างเต็มที่เมื่ออยู่หลังพวงมาลัยนั้นจะช่วยส่งเสริมการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการมัลติมีเดีย ซึ่งจัดทำขึ้นโดยบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ขับขี่รถยนต์เกี่ยวกับอันตรายท้องถนนอันเนื่องมาจากการขับขี่ที่ขาดสมาธิหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมโปรดคลิกไปที่ ฟอร์ด ประเทศไทยและสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฝึกอบรมและคำแนะนำในการขับขี่ที่ปลอดภัย โปรดคลิกไปที่http://www.drivingskillsforlife.com

ตัวเลขเกี่ยวกับสิ่งรบกวนขณะขับรถ

390: ระยะทางเป็นเมตรของรถที่ในเวลา 14 วินาที ด้วยความเร็ว 100 กม./ชม.

 94: – จำนวนเปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของผู้ขับขี่

 37: จำนวนเปอร์เซ็นต์ของความสามารถในการขับขี่ที่ลดลงเมื่อคุยโทรศัพท์

 14: วินาทีโดยเฉลี่ยที่ผู้คนใช้ในการเซลฟี่

 1: จำนวนชิ้นงานที่สมองของมนุษย์สามารถจดจ่อได้อย่างเต็มที่

 ที่มา: กรมการขนส่งสหรัฐอเมริกา