1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์ 2 ท่อน เพื่อขอทำ ใบขับขี่ ใหม่

Home / tips ความรู้เรื่องรถยนต์ / 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์ 2 ท่อน เพื่อขอทำ ใบขับขี่ ใหม่
กรมขนส่งทางบก ใบขับขี่ ใบขับขี่รถยนต์ ใบอนุญาตขับขี่

กรมขนส่งทางบก บังคับใช้ ใบรับรองแพทย์ เพื่อขอทำ ใบขับขี่ ใหม่ และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป พร้อมกำหนด 5 โรคห้าม

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมกรมขนส่งทางบก ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป ต้องมี ใบรับรองแพทย์ตามแบบมาตรฐานที่แพทยสภารับรอง (2551) เท่านั้น เพื่อยื่นขอรับ ใบอนุญาตขับรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถตามกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อยื่นคำขอดำเนินการเพื่อแสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายในขณะที่กำลังขับรถ ซึ่งผู้ขอใบรับรองต้องลงนามร่วมกับแพทย์ผู้ตรวจร่างกายด้วย รายละเอียดในใบรับรองแพทย์ตามแบบมาตรฐานที่แพทยสภารับรอง (2551) จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบไปด้วย

ส่วนที่ 1 เป็นส่วนของผู้ขอรับใบรับรองแพทย์รับรองตนเอง ประวัติโรคประจำตัว ประวัติอุบัติเหตุ และเข้ารับการผ่าตัดที่สำคัญ โดยผู้ขอรับใบรับรองแพทย์ต้องลงลายมือชื่อในใบรับรองแพทย์ เพื่อยืนยันว่าการให้ข้อมูลดังกล่าวของตนถูกต้องตามความเป็นจริง คู่ขนานกับการตรวจรับรอง

ส่วนที่ 2 คือ ส่วนของแพทย์ที่เป็นผู้วินิจฉัย และรับรองผู้ขอรับใบรับรองแพทย์ว่าไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ปรากฏอาการของโรคจิต หรือมีจิตฟั่นเฟือน หรือปัญญาอ่อน ไม่ปรากฏอาการของการติดยาเสพติดให้โทษ ไม่ปรากฏอาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง และไม่ปรากฏอาการ และอาการแสดงของโรคเรื้อนในระยะติดต่อ หรือในระยะปรากฏอาการที่เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการที่รังเกียจแก่สังคม โดยแพทย์จะสรุปความเห็น และข้อแสนอแนะของแพทย์เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ขอใบรับรองแพทย์เป็นผู้ที่มีร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ

สำหรับใบรับรองแพทย์ตามแบบมาตรฐานที่แพทยสภารับรอง (2551) สามารถดาวน์โหลดตัวอย่างได้จากเว็บไซต์แพทยสภาได้ที่นี่ http://tmc.or.th/detail_news.php?news_id=1029%20

ผู้ขอรับ ใบอนุญาตขับรถ หรือใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถตามกฎหมายควรต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการขอรับใบรับรองแพทย์ให้ชัดเจน เพื่อให้แพทย์ออกใบรับรองแพทย์ให้ถูกต้องตรงกับวัตถุประสงค์การนำไปใช้ และเป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการคัดกรองผู้ขับรถ และมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับโรคประจำตัวบางกลุ่ม แม้ตามกฎหมายจะยังไม่ได้กำหนดให้เป็นโรคต้องห้ามที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ แต่กรณีผู้ที่ได้รับ ใบอนุญาตขับรถ ไปแล้วอาการของโรคกำเริบ ขณะที่ขับรถจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ และเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง กรมขนส่งทางบก อาจพิจารณาเพิกถอน ใบอนุญาตขับขี่ ได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนส่วนรวม และป้องกันอุบัติเหตุ