กฏจราจร ขี่รถย้อนศร จักรยานยนต์ขี่สวนเลน ประกันชั้น1 ประกันชั้น3 มอเตอร์ไซค์สวนเลน

ขับรถชน จักรยานยนต์ขี่สวนเลน จน เสียชีวิต แบบนี้ใครผิดใครถูก!?

Home / tips ความรู้เรื่องรถยนต์ / ขับรถชน จักรยานยนต์ขี่สวนเลน จน เสียชีวิต แบบนี้ใครผิดใครถูก!?

กลายเป็นพฤติกรรมที่ฝังรากลงลึกไปแล้วสำหรับ จักรยานยนต์ขี่สวนเลน หรือ ขี่รถย้อนศร สำหรับคนไทย ที่เราเห็นภาพจนชินตาไม่ว่าจะเป็นทั้งในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพหรือท้องถนนตามต่างจังหวัด ภาพผู้ขับขี่ จักรยานยนต์ขี่สวนเลน มีให้เห็นทั้งจากประชาชนหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ๆ ทำผิดซะเอง ทำผิดบ่อยๆ ครั้งจนเคยตัวติดเป็นนิสัยจนลืมคิดกันไปว่าสิ่งเหล่านี้คือการกระทำที่ผิดกฏหมายจราจร

การขาดสามัญสำนึกในการเคารพ กฏจราจร มักง่าย เอาความสบายส่วนตัวเป็นที่ตั้งในการขับขี่ของคนไทยส่วนใหญ่ที่มีพฤติกรรมขับ จักรยานยนต์ขี่สวนเลน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมีเคสให้เห็นมาเเล้วนักต่อนัก แน่นอนว่า จักรยานยนต์ขี่สวนเลน เป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย หากเจ้าหน้าที่พบเห็นการกระทำลักษณะดังกล่าวซึ่งหน้าสามารถเรียกเปรียบเทียบปรับเอาผิดได้ แต่ถ้าเป็นเคสที่ร้ายแรงกว่านั้นเช่น เกิดอุบัติเหตุขับรถชน จักรยานยนต์ขี่สวนเลน ขึ่้นมา แบบนี้ ใครจะเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูก

ขี่สวนเลน

ในเคสที่คุณขับรถยนต์ปกติตามช่องทางเดินรถของคุณ หรือเพิ่งออกจากปากซอย ทางออกอาคารสถานที่ต่างๆ เเล้วจู่ๆ มีมอเตอร์ไซค์ขี่สวนเลนขี่พุ่งเข้ามาจนคุณไม่สามารถเบรกได้ทันเเละชนกับจักรยานยนต์ที่สวนเลนอย่างจังจนผู้ขับขี่เสียชีวิต ในเคสแบบนี้ต้องดูกันที่เจตนาว่าฝ่ายรถยนต์สามารถหลบได้หรือไม่หรือตั้งใจชน ทั้งสองฝ่ายจะถูกตั้งข้อหาประมาทร่วมมีความผิดด้วยกันทั้งคู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะสืบพยานต่อว่าฝ่ายไหนผิดมากกว่ากัน เเต่หากมีการสืบสวนเเล้วเห็นว่า ฝ่ายคนขับรถยนต์ไม่สามารถหลบหลีกได้ก็จะเป็นเคสเหตุสุดวิสัย ฝ่ายเสียหายที่ขี่รถจักรยานยนต์ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้เเม้จะเสียชีวิต

ทั้งสองเหตุการณ์ตรงกับ พ.ร.บ. จราจร

มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

จักรยานยนต์ขี่สวนเลน
หรืออีกเคสเช่น

มาตรา 437 บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะ อย่างใด ๆอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบ เพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการ เสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหาย

นั้นเองข้อนี้ให้ใช้บังคับได้ ตลอดถึงผู้มีไว้ในครอบครองของตนซึ่ง ทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพหรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้ หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นด้วย

ในด้านการประกันภัยคุ้มครองฝ่ายที่ขับรถไม่ผิด สามารถเเจ้งเคลมได้หากทำประกันประเภท 1 เเละ 3+ ขณะที่ฝ่าย จักรยานยนต์ขี่สวนเลน ผิดเต็มๆ เนื่องจากทำผิดกฏหมายจราจร ฉะนั้นผู้ใช้รถอุ่นใจได้หากเกิดอุบัติเหตุในเคสแบบนี้คุณสามารถเคลมเรียกร้องร้องค่าเสียหายซ่อมเเซมได้ ขณะที่ฝ่ายจักรยานไม่สามารถเรียกร้องใดๆ

คดีขับรถชนรถสวนเลนมา

ซึ่งมีในแนวทางคำตัดสินของศาลฎีกานั้น มีทั้งสองแนวทาง โดยหลักแล้วการพิจารณาว่า เหตุที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเหตุที่สุดวิสัยหรือไม่นั่นเอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2522

จำเลยขับรถหลบรถของ ผ. ที่ขับสวนล้ำเส้นทางมาในระยะกระชั้นชิด จึงบังคับรถไม่ได้ ไปชนรถของโจทก์ที่คนขับหลบรถออกนอกเขตถนนมา ดังนี้ ไม่ใช่จำเลยประมาทแต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17868/2556

เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการขับรถของทั้งสองฝ่ายว่าฝ่ายใดประมาทยิ่งหย่อนกว่ากันแล้ว จะเห็นได้ว่าหากจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังตามสมควรย่อมต้องมองเห็นรถจักรยานยนต์ที่ ก. ขับมาและต้องชะลอความเร็วไม่ให้เกิดการเฉี่ยวชนกัน ขณะเดียวกัน ก. ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ย้อนเส้นทางเดินรถออกจากซอยก็จะต้องหยุดรถดูว่ามีรถแล่นมาทางด้านขวาหรือไม่ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับออกไป แต่ทั้งจำเลยที่ 1 และ ก. หาได้กระทำไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และ ก. ประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

………………………

อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกา จากเว็บไซต์ https://deka.in.th/