เปิดประสบการณ์ Test Drive Mercedes-Benz E 350 e สุดยอดรถปลั๊กอิน ไฮบริด กับเทคโนโลยีบนความประหยัด

Home / รีวิวรถยนต์ / เปิดประสบการณ์ Test Drive Mercedes-Benz E 350 e สุดยอดรถปลั๊กอิน ไฮบริด กับเทคโนโลยีบนความประหยัด

หลังจากที่เปิดตัวไป Mercedes-Benz E 350 e ไปเพียงแค่วันเดียวทาง Mercedes-Benz (ประเทศไทย) ก็ได้จัดกิจกรรม ทดสอบสมรรถนะ Benz E 350 e รวมทั้งยกขบวน รถปลั๊กอินไฮบริด ของทางค่ายภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ร่วมเดินทาง ทดสอบสมรรถนะ ในครั้งนี้ด้วย และถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วยเส้นทางกรุงเทพฯ– พังงา

สำหรับการทดสอบสมรรถนะ Benz E 350 e ครั้งนี้เป็นการเดินทาง 3 วัน โดยมีจุดเริ่มต้นที่ โรงแรม Mode สาทร และปลายทางที่โรงเรียน เยาววิทย์ ที่จังหวัดพังงา ด้วยเส้นทางรวมทั้งสิ้น 800 กิโลเมตร โดยการทดสอบครั้งนี้ทางเรามีโอกาสได้ทดสอบรถทั้งหมด 3 รุ่นจากการจับฉลากเลือกมาได้ คือ S-Class (S 500 e),E-Class (E 350 e),C-Class (C 350 e)

เริ่มกันที่คันแรกแบบเปิดทริปเลยคือ S-Class (S 500 e) ที่เดินทางจาก โรงแรม Mode สาทร สู่จุดหมายปลายทางแรกคือโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรียกว่าเปิดตัวกันแบบหรูๆแกรนด์ๆกันมาเลย ในช่วงแรกนี้ทาง Mercedes-Benz (ประเทศไทย) เปิดโอกาสให้วิ่งกันแบบ Free Run กันเลยมีการกำหนดแค่เวลาถึงจุดหมายปลายทางกันเท่านั้น ซึ่งก็ไปกันแบบสบายๆ ในส่วนของตัวรถ S-Class (S 500 e) ก็ไม่ต้องสาธยายกันให้มากเลย เพราะถือว่าเป็นพี่ใหญ่สุดในสาย ด้วยพละกำลัง เบนซิน V6 เทอรโบนี่คือ เรียกว่าแค่เหยียบก็แทบจะทะยานกันเลยทีเดียว

มาถึงวันที่สอง กับ S-Class (S 500 e) รุ่นเดิมแต่เปลี่ยนมาอีกคัน เดินทางจากหัวหิน – กระบี่ โดยจะมีจุดแวะพักเพื่อเปลี่ยนรถหนึ่งจุด ซึ่งตรงนี้เองที่เราได้มีโอกาสได้สัมผัสกับพระเอกของงานนี้คือ E-Class (E 350 e) และ Highlight อยู่ที่การแข่งขันทดสอบการขับแบบประหยัดน้ำมันในระยะทาง 100 กิโลเมตร กับเส้นทางก่อนเข้าสู่ โรงแรม ดุสิตธานี กระบี่ บีชรีสอร์ท

สำหรับความรู้สึกที่ได้สัมผัสกับ E-Class (E 350 e) ก็คือสิ่งแรกเลยคือ รายละเอียด option สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่อยู่ภายใน เบาะหนังที่ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่สุดแห่งความสบาย ไฟ Ambient Light ที่สามารถเปลี่ยนสีได้อย่างใจอยากตามอารมณ์ของผู้ขับขี่ในแต่ละวัน แผงคอนโซลลายไม้ที่มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit ซึ่งปรียบผสมผสานความคลาสสิคและล้ำสมัยได้อย่างลงตัวทีเดียว และที่ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริษัทฯ ก็คือการคว้ารางวัลจากงาน “Automotive Interiors Expo Awards” ประจำปี 2016 ในด้าน “ห้องโดยสารยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อการจัดจำหน่ายจริง และ “นวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี” จากผลงานการออกแบบแผงควบคุมระบบสัมผัสบนคอพวงมาลัยในรถยนต์ The E-Class นี่ก็ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จไปอีกด้วย

ก่อนที่จะมาพูดถึงในเรื่องของการขับขี่ เรามารู้จักกับขุมพลังของ Mercedes-Benz  E-Class (E 350 e) กันก่อนดีกว่า สำหรับ E-Class (E 350 e) มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 440 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle shift

ความรู้สึกในการขับขี่สิ่งแรกที่สัมผัสได้เลยก็คือความนุ่มนวล พวงมาลัยที่เบาง่ายต่อการบังคับทิศทาง อัตราการเร่งที่มาเต็ม เรียกว่าเพียงแค่แตะเบาๆก็รู้สึกได้ถึงสุดยอดแห่งขุมพลังกันเลยทีเดียว ส่วนเทคโนโลยีและระบบอำนวยความสะดวกในการขับขี่ รวมไปถึงระบบความปลอดภัยก็ มาเต็มไม่แพ้ขุมพลังเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย ที่ในส่วนนี้จะยังรองรับเฉพาะแอนดรอยด์เท่านั้น ยังไม่รองรับ Iphone (Wireless charging for mobile phone),ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) รวมไปถึงระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC)

พูดถึงในส่วนของการแข่งขันทดสอบการขับแบบประหยัดน้ำมันในระยะทาง 100 กิโลเมตร โดยการตัดสินจะอยู่ที่การวัดอัตราสิ้นเปลือง ถ้ารถคันไหนมีอัตราสิ้นเปลืองน้อยที่สุดผู้ที่ขับรถคันนั้นก็ชนะไป ซึ่งสำหรับอัตราสิ้นเปลืองน้อยที่สุดในทริปนี้ทำได้เฉลี่ยอยู่ที่ 6.9 ลิตร/100 กม. หรือราว ๆ 14.4 กม.ต่อลิตร โดยเส้นทางทดสอบมีระยะประมาณ 100 กม. ใช้ความเร็วเฉลี่ย 91 กม./ชม. ซึ่งจะใช้ระบบไฉบริดในช่วงของการขับในช่วงแรก แต่หลังจากขับจนแบตเตอรี่หมด ก็มาใช้ระบบขับขี่แบบปกติแทน

มาถึงในวันที่สามซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายวันนี้ ได้สัมผัสกับน้องเล็กที่สุดในทริปคือ C-Class (C 350 e) สำหรับการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้ายของทริปก็คือ โรงเรียน เยาววิทย์ ที่จังหวัดพังงา ที่ทาง Mercedes-Benz (ประเทศไทย) ได้ร่วมกับคณะสื่อมวลชน ส่งมอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน ซึ่งประกอบด้วย สมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอจำนวน 300 ชุด ให้แก่เด็กนักเรียน ณ โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา ซึ่งถือเป็นกิจกรรมดีๆที่ทาง บริษัทฯ ได้ยึดถือมาโดยตลอด คือ การสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างและผลักดันเยาวชนให้เติบโตมาเป็นบุคลากรที่ดีมีคุณภาพในสังคม

ทาง Auto Mthai ขอสรุปรวมๆ เกี่ยวกับ Mercedes-Benz E 350 e ดังนี้ สำหรับ E 350 e ถือเป็นรถ ปลั๊กอิน ไฮบริด ในบ้านเราที่ตอบโจทย์สำหรับกลุ่มลูกค้าในรถ segment นี้ได้อย่าดีเยี่ยมเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนเทคโนโลยีในการขับขี่ หรือรวมไปถึงความปลอดภัยที่อัดแน่นจนแทบจะเรียกว่าล้นทะลัก และถ้าหากใครที่กำลังมองหารถรถยนต์ซีดานปลั๊กอิน ไฮบริด ระดับพรีเมี่ยมสักคันแล้วล่ะก็ Mercedes-Benz E 350 e ถือเป็นตัวเลือกนึงที่คุ้มค่าที่สุดในตอนนี้เลย