สะบายดี ลาวใต้!! Ford Everest จัดทริป ตะลุยออฟโรด ต้องมนต์ชมธรรมชาติ

Home / รีวิวรถยนต์ / สะบายดี ลาวใต้!! Ford Everest จัดทริป ตะลุยออฟโรด ต้องมนต์ชมธรรมชาติ
Everest ford ppv suv ฟอร์ด ลาวใต้

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดทริปส่งท้ายปีในกิจกรรม Extraordinary Adventure กับ Ford Everest พาผู้สื่อข่าวบุกตะลุยดินแดนลาวใต้เป็นเวลา สามวันสองคืนด้วยรถยนต์เอสยูวีสมรรถนะสูงสุดแกร่งอย่าง  Ford Everest  งานนี้บอกเลยว่าแค่ใจพร้อม กายพร้อมอย่างเดียวไม่พอสำหรับทริปในครั้งนี้ เพราะรถยนต์ที่ใช้ในการเดินทางต้องพร้อมกับสภาพถนนออฟโรดที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่มีให้เจอตลอดเส้นทาง แต่ด้วยเทคโนโลยีในการขับขี่เเละสมรรถนะของ Ford Everest  สามารถทำเรื่องยากของเส้นทางให้กลายเป็นเรื่องง่ายอย่างไม่คาดคิด

 

หลังจากที่เครื่องบินแลนดิ้งบนรันเวย์สนามบินอุบลราชธานี รถยนต์ Ford Everest 12คันได้จอดรอคณะสื่อมวลชนอยู่ด้านหน้าสนามบินเป็นที่เรียบร้อย ช่วงสายวันเดียวกันนั้น รถยนต์  Ford Everest  ทุกคันพร้อมกับทีมงานสต๊าฟพร้อมมุ่งหน้าสู่ด่านชายแดนช่องเม็กประตูสู่ลาวใต้ โดยมีเมืองปากเซรอต้อนรับคณะเดินทางเป็นที่แรก และบททดสอบแรกของคณะเดินทางก็มีให้ท้าทายทันทีกับสภาพถนนที่กำลังปรับทำการขยายถนนเป็นทางยาวเกือบหนึ่งร้อยกิโลเมตร ทำให้ผู้ใช้รถทั้งสองเลนสวนมีพื้นที่บนถนนลาดยางน้อยมาก เนื่องจากสองข้างทางเต็มไปด้วยกรวดเเละหินที่กองไว้ตลอดทางเพื่อรอใช้ในการพัฒนาพื้นถนน

จากเส้นทางที่กำลังรอการพัฒนาบททดสอบของจริงก็รอคณะ Ford Everest อยู่ด้วยสภาพพื้นผิวถนนออฟโรด งานนี้ต้องบอกว่าฝุ่นตลบของจริงความหนาแน่นของฝุ่นในสภาพพื้นถนนออฟโรดที่เต็มไปด้วย ฝุ่น หินกรวด ลูกรัง โคลน เเละหลุมเรียกว่างานนี้ได้ทดสอบระบบขับเคลื่อนสี่ล้อกันแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยกันไปเลย ขณะที่การมองวิสัยทัศน์ข้างหน้าทำได้ในระยะที่ไม่ไกลมาก เต็มที่ได้แค่ไม่เกินห้าเมตร บททดสอบยังไม่หมดเพราะคณะเดินทางยังต้องฝ่าฟันกับการข้ามลำธารถึง 4 แห่งซึ่งแต่ละจุดจะมีระดับเลเวลความยากง่ายแตกต่างกัน

ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่มาจากเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค ทีดีซีไอ วีจี เทอร์โบ ขนาด 3.2ลิตร 5สูบ ให้กำลังสูงสุด 200แรงม้า แรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร ที่มาพร้อมกับระบบการขับเคลื่อน 4ล้ออัจฉริยะ Terrain Management (i4WD with Terrain Management System – i4WD TMS) ที่ผู้ขับสามารถปรับโหมดการขับขี่ให้กับกับสภาพพื้นผิวถนน ไม่ว่าจะเป็น โหมดทางเรียบ, โหมดโคลน/หิมะ, โหมดพื้นทราย และโหมดหิน และการข้ามลำธารแต่ละจุดในเส้นทางสู่จุดหมายคือน้ำตกแซปองไลด้วยบางจุดของลำธารที่สภาพพื้นเป็นกรวดหิน หรือทราย การปรับโหมดขับเคลื่อน 4ล้ออัจฉริยะ  ให้ตรงตามสภาพพื้นผิว พร้อมกับเลี้ยงคันเร่งอย่าให้ตก กา่รข้ามลำธารที่พาดขวางก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เเละเมื่อเห็นน้ำตกแซปองไลอยู่ตรงเบื้องหน้าทำให้คณะสื่อมวลชนทุกท่านที่ร่วมเดินทางรู้สึกถึงความคุ้มค่าของความงดงามจากธรรมชาติในการมาเยือนลาวใต้ในครั้งนี้

 

ช่วงเย็นย่ำหลังจากกลับจากน้ำตกแซปองไลสู่ที่พักบริเวณน้ำตกแซพระ ขณะที่ผู้สื่อข่าวบางกลุ่มแยกพักผ่อนตามเต็นท์ส่วนตัว แต่ยังมีอีกคณะเดินทางที่ได้พักผ่อนบน รูฟ ท็อป เต็นท์ กับรถยนต์ Ford Everest  ที่ได้ใช้ในการเดินทางก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกถึงอารมณ์การพักแรมแบบแคมป์ปิ้งท่ามกลางธรรมชาติขุนเขาเเละลำธารที่โอบล้อมเราไว้ในคืนแรกที่ลาวใต้

เช้าวันรุ่งขึ้นห่างจากจุดที่พักไปไม่ถึงกิโลเมตร เราพบว่า น้ำตกแซพระก็มีความงามไม่แพ้น้ำตกแซปองไลเช่นเดียวกัน หลังจากที่ชื่นชอบกับธรรมชาติกับน้ำตกจุดที่สองในช่วงเช้าของวันที่สอง จุดหมายต่อไปอยู่ที่ โรงเรียนสมบูนไชย ดอนโขงจุดที่้คณะเดินทางเเละ Ford ร่วมกันทำกิจกรรม CSR แจกสิ่งของ อาหาร เครื่องใช้ เครื่องนุ่มห่มให้แก่เด็กนักเรียน ระยะทางจากจุดแค้มป์ปิ้งในคืนแรกไปยังโรงเรียนไม่ไกลมากนักใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง แต่ระยะทางก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าวันแรก  คณะเดินทาง Ford Everest ยังต้องขับรถผ่าด่านสภาพพื้นถนนออฟโรดที่ไม่ต่างจากวันแรก รวมถึงต้องเจอกับทางลาดชันเเละโค้งจำนวนมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ตอบสนองต่อการขับขี่แบบออฟโรด ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control) ที่ควบคุมการขับลงเขาที่เสริมแรงเบรกในระดัความเร็วที่ต่อเนื่อง และระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถนำรถยนต์ผ่านอุปสรรคบนทางลาดชันได้อย่างมั่นใจจนถึงโรงเรียน สมบูนไชย ดอนโขง

อีกหนึ่งไฮไลท์ของก่ารเดินทางในวันที่สองต่อมาคือการเดินทางสู่น้ำตกตาดฟาน ชื่อนี้แปลเป็นภาษาไทยคือ น้ำตกกวาง ที่มีความงดงามของธรรมชาติไม่แพ้น้ำตกสองที่แรกเช่นเดียวกัน และยังมีกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีมอย่าง Zip Line ที่เป็นการโรยตัวไปในเเนวราบตามสลิงโดยมีธรรมชาติจากป่าเขา น้ำตกเป็นแบคกราวด์ในระยะทางทั้ง4 จุดรวมกันเกือบ 1กิโลเมตร ขณะที่มีความสูงจากพื้นล่างถึง 300 เมตร แต่ไฮไลท์การโรยตัวจะอยู่ที่จุดแรกเรียกว่าคนที่จะเล่นกิจกรรม Zip Line ใจต้องถึงเเละไม่กลัวความสูง แต่สำหรับคนที่ได้สัมผัส Zip Line ที่น้ำตกตาดฟานเเล้วต้องยกนิ้วให้เลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณได้มาเยือนลาวใต้อย่างเต็มปากเเล้ว!!

ปิดท้ายการเดินทางในวันที่สองคือการเยี่ยมเยียนหมู่บ้านของชนเผ่า ตะโอย ที่มีวิถีชีวิตอยู่ที่การปลูกกาแฟทั้งในแบบ อาราบิก้า เเละโรบัสต้า เรียกว่าทั้งหมู่บ้านแห่งนี้ปลูกต้นกาแฟเพื่อนำเมล็ดกาแฟไปจำหน่ายเลี้ยงครอบครัวทั้งหมู่บ้านเลยก็ว่าได้

วันสุดท้ายของการเดินทางคณะ Ford Everest จบท้ายกับกิจกรรมด้วยการไปเยี่ยมชม ปราสามวัดพู สถานที่สำคัญทางโบราณคดีที่มีประวัติยาวนานกว่าหนึ่งพันปีเเละศาสนาที่ได้รับการรองรับจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2544 โดยการเดินขึ้นสู่ตัวปราสาทมีความสูงชันู่พอสมควร งานนี้คณะเดินทางที่จะขึ้นไปเยี่ยมชมตัวปราสามทั้งด้านล่างเเละด้านบนต้องใช้ความอึดแกร่งของร่างกายในการพิชิต ปราสามวัดพู ให้ได้ ถือเป็นการวัดสมรรถนะของตนเองว่าแกร่งแค่ไหน หลังจากที่ทดลองสมรรถนะของรถยนต์ Ford Everest กันมาสองวันเต็มๆ

ทุกเส้นทาง ทุกกิจกรรมใน Extraordinary Adventure ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงสมรรถนะการขับขี่เเละเทคโนโลยีของ Ford Everest  ได้อย่างชัดเจน นอกจากสมรรถนะการตอบสนองการขับขี่ในทุกสภาพพื้นผิวถนนที่ทำให้ผู้ขับขี่มั้่นใจเเล้ว ภายในห้องโดยสารสำหรับผู้โดยสารก็ได้รับความสะดวกสบายจากการเดินทางอย่างเต็มที่ แม้พื้นผิวสภาพสิ่งเเวดล้อมจะทุระกันดารแค่ไหน Ford Everest ให้ความร้สึกที่นั่งสบายตลอดการเดินทาง ด้วยความโอ่อ่านั่งสบายตามแบบรถยนต์ 7ที่นั่ง หลังคามูนรูฟไฟฟ้าที่สามารถเปิดเพื่อชมทัศนียภาพ และปลั๊กต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งเบาะหน้าเเละผู้โดยสารด้านหลัง และเครื่องปรับอากาศด้านหลังที่ให้ความเย็นสบายของผู้โดยสาร ยิ่งตอกย้ำว่า  Ford Everest ไม่ใช่้เพียงแค่รถยนต์เอสยูวีสุดแกร่งด้วยสมรรถนะการขับขี่แต่ยังพิถีพิถันถึงความสบาย ประโยชน์ใช้สอยในห้องโดยสารขณะเดินทางด้วยเช่นกัน