2019 Forester All-New Forester subaru suv X-MODE

ทดสอบขับ Subaru All-New 2019 Forester โดดเด่นที่ช่วงล่างเเละระบบX-MODE

Home / รีวิวรถยนต์ / ทดสอบขับ Subaru All-New 2019 Forester โดดเด่นที่ช่วงล่างเเละระบบX-MODE

หลังจากงานเปิดตัว The All-New Forester ที่เมือง ไท่จง, ไต้หวันจบลง แต่ภารกิจสื่อมวลชนชาวไทยทีเดินทางไปยลโฉมรถยนต์ SUV  เจนฯใหม่ล่าสุดของ Subaru ยังไม่จบ เพราะ 1วันหลังจากเปิดตัว เรายังได้มีโอกาสทดสอบการขับขี่ The All-New Forester ใน 2 สเตชั่นทั้งในแบบ On-Track และ Off-Road เพื่อสัมผัสสมรรถนะการขับขี่จริง การทรงตัวเเละฟังก์ชั่นการขับขี่ X-MODE ที่ช่วยในการขับขี่บนสภาพพื้นผิวถนนที่ว่าออฟโรดแค่ไหน ก็เอาอยู่

ข่าวเปิดตัว Subaru The All-New 2019 Forester

ก่อนทดสอบการขับขี่เรามาทำความรู้จักกับ The  All-New Forester กันอีกสักครั้งเพื่อสร้างความคุ้นเคย The All-New 2019 Forester คือรถยนต์อเนกประสงค์เจเนเรชั่นที่ 5 เปิดตัวครั้งแรกที่งาน New York International Autoshow  เมื่อมีนาคม 2018 จากนั้นข้ามมาเปิดตัวที่ไต้หวันต่อ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2018 โดยกลุ่ม Tan Chong ตัวแทนจำหน่ายดูแลการขายรถ Subaru ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อหน้าสื่อมวลชนจากชาติอาเชี่ยนเเละเอเชียภายใต้ชื่องาน  The  All-New Forester Regional Launch

2019 Subaru Forester

The  All-New Forester รถยนต์ SUV ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) ที่ส่งแรงขับเคลื่อนให้กับล้อแต่ละล้อ ช่วยให้รถเกาะถนนได้อย่างมั่นคงและช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในทุกสภาพภูมิประเทศ และทุกสภาพถนนที่ท้าทาย นอกจากนี้ยังมีขุมพลังจากเครื่องยนต์ Boxer ระบบไดเร็คอินเจ็คชั่น ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงม้าและประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิง อันนำไปสู่ความเพลิดเพลินในการขับขี่ นอกจากนี้ ยังมีระบบเกียร์ CVT 7 สปีดที่ช่วยให้สามารถเร่งความเร็วรถได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

 All-New Forester

ตามที่เกริ่นไว้ตอนต้นหลังจากวันเปิดตัวคล้อยหลังมา 1วัน เราได้มีโอกาสทดสอบการขับขี่ The All-New Forester โดยสเตชั่นแรกจะเป็นการขับแบบ On-Track รอบสนามโกคาร์ท Lih Pao Racing Park มีรถให้ทดสอบการขับขี่ทั้งหมด 4คันคือ The All-New 2019 Forester, Subaru Forester รุ่นเก่า และรถยนต์ในเซกเมนต์ SUV จากค่ายอื่นอีก 2คัน โดยที่สื่อมวลชนจะได้ขับทั้งสี่คันเพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการขับขี่กับสเตจย่อยทั้ง 3 รอบสนาม

 All-New Forester)

All-New Forester

โดยเริ่มจากสเตจแรก ณ จุดปล่อยตัวตรงนี้ออกสตาร์ทกันแบบคิกดาว์นไปเลยก็ไม่มีใครว่าเจอโค้งแรกผ่อนความเร็วลงพร้อมกับเข้าสเตจแรกขับแบบสลาลอม จากนั้นขับตามแทร็คมาก่อนจะถึงจุดสตาร์ทเลี้ยวขวาเพื่อเข้าไปแทร็คในเพื่อเริ่มสเตจที่สองกับการทดสอบการขับขี่บนพื้นผิวที่เปียกลื่นก่อนจะจบสเตจสุดท้ายด้วยการขับขี่เข้าโค้งรูปตัว S ถือเป็นการจบการทดสอบ 1รอบสนาม สำหรับในสเตชั่นแรกนี่จะเป็นการทดสอบการทรงตัวขณะขับขี่ เมื่อขับรถยนตืทั้งสาม Forester รุ่นเก่า เเละอีกสองแบรนด์ ก่อนจะได้ขับ The All-New Forester เป็นคันสุดท้ายยิ่งทำให้จับความรู้สึกความแตกต่างได้อย่างชัดเจนคือระบบช่วงล่างที่นิ่มเเละแน่นมากขึ้นขณะเข้าโค้ง ด้วยความเร็ว รถมีอาการเหวี่ยงเเละโหนน้อยเเม้จะเป็นการสาดเข้าโค้งในความเร็ว 60-80 กม/ชม โดยไม่แตะเบรก ด้วยช่วงล่างที่หนึบเกาะพื้นเเน่นทำให้การบังคับพวงมาลัยง่านมากขึ้น สนองความต้องการตามการบังคับพวงมาลัยซึ่งทั้งหมดนี่ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Symmetrical All-Wheel Drive และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวขณะเข้าโค้ง(VDC)

All-New Forester

ต่อด้วยสเตชั่นที่สองกับการทดสอบพื้นผิวการขับขี่แบบ Off-Road เพื่อทดสอบทั้งสมรรถนะการควบคุมการทรงตัวของรถขณะขับขี่ในแบบออฟโรด ระบบความปลอดภัยขณะขับขี่เเละทดสอบระบบขับขี่ X-MODE (อยู่ในรุ่น 2.0i-S และ 2.0i-S EyeSight) สวิตช์ควบคุมโหมดการขับขี่ที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง เมื่อเปิดใช้งานระบบจะควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ HDC  ทำงาน เกียร์ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เบรก สำหรับ X-MODE ใน  The All-New Forester มีให้เลือกใช้สองโหมดย่อยได้แก่ SNOW/DIRT  ระบบนี้ Traction Control ยังทำงานอยู่เหมาะกับการขับขี่บนสภาพพื้นถนนที่ลื่น หรือเส้นทางที่มีน้ำหรือลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน เเละโหมด DEEP SNOW/MUD ระบบนี้ Traction Control จะถูกปิดใช้งาน เหมาะกับการขับขี่บนสภาพพื้นผิวถนนที่มีหิมะหนา, พื้นผิวทุรกันดาน, โคลน

All-New 2019 Forester

แบ่งเป็นสเตจย่อยห้าสเตจได้แก่ Cross Roller ขับขี่บนสภาพพื้นผิวถนนที่ไม่เท่ากันโดยที่สองล้อของข้างใดข้างหนึ่งสัมผัสพื้นโดยพื้้นผิวเป็นเนินสลับกันซ้ายขวา สเตจสอง Bumpy Road การขับขี่บนพื้นผิวที่ขรุขระเป็นกรวดหิน ทุรกันดาน สเตจสาม Special X-MODE ขับรถขึ้นไปบนเนินสูงชันเเละจอดจากนั้นกดปุ่ม ทดสอบระบบ Hill-Start Assist (HSA)  เเละลงเนินโดยไม่เเตะเบรกด้วยระบบ Hill Descent Control (HDC)   ต่อด้วยสเตจสี่ Side Ramp การขับขึ้นเนินลาดเอียงด้วยการเร่งความเร็ว โดยเป็นเนินที่ลาดเอียงไปทางขวาดังนั้นเราต้องพยายามบังคับรถให้อยู่ในไลน์ขวาเพื่อลงเนิน เเละปิดท้ายต้องสเตจสุดท้าย Off-Road Slalom การขับสลาลอมบนสภาพพืนผิวแบบออฟโรดช่วงสั้นๆ ได้ทำให้เราได้สัมผัสถึงระบบช่วงล่างของรถการรับการกระเเทกขณะขับขี่ได้ดีแม้บนพื้นขรุขระด้วยความเร็วที่ไม่ได้ทำให้ผู้ขับขี่เเละผู้โดยสารในห้องโดยสารโดนเหวี่ยงแม้จะเป็นทางขรุขระแบบออฟโรดก็ตาม

All-New 2019 Forester

All-New 2019 Forester

ภาพรวมหลังจากที่ได้ขับ The All-New Forester จบลงทั้งสองสเตชั่นเเล้วสิ่งแรกที่ต้องยอมรับตรงๆ คือช่วงล่างที่น่าประทับใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นการขับด้วยความเร็วบนพื้นผิวถนน On-Track การทรงตัวเเละช่วงล่างให้ความนุ่มสบาย บนพื้นผิวขุรขระออฟโรด ระบบกันกระเเทกของช่วงล่างไม่ปล่ออยให้คนในห้องโดยสารต้องกระเด้งกระดอนไปตามแรงกระเเทกของพื้นผิว ระบบ X-MODE ทำให้เส้นทางที่ว่ายากแค่ไหนสามารถผ่านไปได้แบบไม่สร้างปัญหาให้กับผู้ขับ น่าเสียดายที่จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ The All-New Forester คือระบบช่วยในการขับขี่ Eye Sight ซึ่งประกอบไปด้วยระบบเบรกอัตโนมัติก่อนการชน ระบบถอนคันเร่งก่อนการชน ระบบปรับความเร็วรถอัตโนมัติ ระบบเตือนเมื่อการจราจรเคลื่อนที่ ระบบ เตือนเมื่อออกจากเลน และเมื่อขับรถส่าย ที่มีอยู่ในรถทุกรุ่นของ The All-New 2019 Forester ถูกตัดออกไปจากโปรแกรมการทดสอบ หวังว่าในต้นปีหน้าที่  The All-New 2019 Forester ส่งมอบถึงมือลูกค้าทางทีมงาน AutoMThai จะมีโอกาสได้ทดสอบทุกระบบฟัังค์ชั่นในรถแบบครบเครื่องกันอีกครั้ง

All-New 2019 Forester

The All-New Forester จะมาอวดโฉมให้ชาวไทยได้เห็นในช่วงปลายปีนี้คาดว่าน่าจะเปิดตัวที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โปร 2018 พร้อมเปิดจองให้กับลูกค้าที่ที่สนใจเเละส่งมอบรถในเดือนมีนาคม 2019 The All-New Forester ที่จะเข้ามาประเทศไทยมีทั้งหมด 4รุ่นได้แก่ (ทุกรุ่นเป็นเป็นเครื่องยนต์เบนซิน Boxer ระบบไดเร็คอินเจ็คชั่น ขนาด 2.0 ลิตร สี่สูบ 156แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 196นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที)

– ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0 i-S EyeSight
– ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0 i-S
– ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0 i-L EyeSight
– ซูบารุ 2.0 i-L