Ford Ranger Raptor Ranger Raptor กระบะฟอร์ด กระบะออฟโรด แรงเจอร์ แร็ปเตอร์

Ford Ranger Raptor ทดสอบขับขี่ ยอมรับ กระบะออฟโรด พันธุ์โหดกว่านี้ไม่มีอีกเเล้ว!!

Home / รีวิวรถยนต์ / Ford Ranger Raptor ทดสอบขับขี่ ยอมรับ กระบะออฟโรด พันธุ์โหดกว่านี้ไม่มีอีกเเล้ว!!

ก่อนหน้านี้เราได้ยินกิตติศัพท์ของ Ford Ranger Raptor มามากพอสมควรเเล้วถึงการเป็นกระบะออฟโรดที่มีสมรรถนะสูงเเละเหนือชั้นกว่ารถกระบะรุ่นอื่นๆ ล่าสุดเมื่อ ฟอร์ด ประเทศไทย ให้เกียรติชวน auto.MThai เข้าร่วมทริปทดสอบการขับขี่บนเส้นทางกรุงเทพ – เขาใหญ่ เเละสนามออฟโรด ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พิสูจน์ให้รู้กันไปซะทีว่า Ford Ranger Raptor จะเป็นกระบะออฟโรดพันธ์ุโหดสมชื่อมากแค่ไหน

Ranger Raptor

ก่อนที่เราจะมาพูดถึงส่วนของการทดสอบการขับขี่สมรรถนะในการลุยออฟโรด เรามาดูกันที่รูปลักษณ์กันก่อนดีกว่าเพราาะหน้าของเจ้า Ford Ranger Raptor บอกได้เลยว่าเเค่เเรกเห็นเมื่อครั้งงานเปิดตัวยังไง เมื่อมาได้สัมผัสใกล้ๆ แบบนี้ สามารถรู้สึกได้ถึงดีไซน์ที่ดุดัน น่าเกรงขาม ความสูงใต้ท้องเครื่องถึง 283 มม. ทำให้รถดูสง่าผ่าเผย นอกจากนี้บริเวณกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของรถกระบะ Ford ยังคงให้อารมณ์ที่แข็งแกร่งบวกกับแผงกันชนหน้าที่มาพร้อมกับไฟตัดหมอกแบบ LED เเละช่องรีดอากาศ แผ่นกันกระเเทกช่วงล่างด้านหน้า ล้ออัลลอยดำ 17 นิ้ว ยาง All Terrain BF Goodrich ที่เหมาะกับการลุยทั้งทางเรียบเเละออฟโรด สะดวกสบายในการเข้าภายในห้องโดยสารด้วยบันไดข้างทั้ง 2ฝั่ง เเละลวดลายสติ๊กเกอร์สุดโฉบเฉี่ยวจากด้านข้างเเละด้านหลัง ทั้งหมดนี่คือภายนอกที่ดูรวมๆ เเล้วบอกเลยว่า หล่อดุ!!

Ranger Raptor

เทียบขนาด Ford Ranger Raptor กับ Ford Ranger
Ford Ranger Raptor
ยาวขึ้น 36 มม.
กว้างขึ้น 168 มม.
สูงขึ้น 58 มม.
ฐานล้อเท่าเดิม
ความกว้างล้อหน้า/หลังเพิ่มขึ้น 150 มม.
ใต้ท้องรถสูงขึ้น 53 มม.

Ranger Raptor

ต่อด้วยภายในห้องโดยสารเบาะนั่งบุด้วยหนังกลับ ในส่วนต่างๆ บุด้วยวัสุหนังรวมทั้งพวงมาลัยไฟฟ้าใช้วัสดุหนังเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีน้ำเงินที่มาพร้อมกับ Paddle Shift แบบแมกนีเซี่ยมเเละแถบบอกตำแหน่งองศากลางพวงมาลัยสีแดง เบาะนั่งคนขับไฟฟ้าปรับได้ 8ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารปรับได้ 6ทิศทาง หน้าปัดจอหลักออกแบบดุดันบอกค่าไมล์ด้วยเข็ม เเสดงโหมดการขับขี่ที่ใช้งาน, ระบบขับเคลื่อน, ทิศ, เลขไมล์, อุุณหภูมิภายนอก, ตำแแหน่งเกียร์ จอเเสดงผลระบบสัมผัสขนาด 8นิ้ว รองรับ Apple Carplay และ Android Auto, ระบบนำทาง Navigation ช่องต่อ USB 2จุด ลำโพง 6ตัว การนั่งโดยสารภายใน Ford Ranger Raptor ไม่ว่าจะเป็นคนขับหรือผู้โดยสารหลังจากที่ได้ทดลองนั่งมาเเล้ว บอกได้เลยว่าให้ความรู้สึกสบายกับขนาดของห้องโดยสารที่กว่้างโอ่โถง การเดินทางระะยไกลไม่ให้ความรู้สึกอึดอัดเเละเมื่อยแต่อย่างใด

Ranger Raptor

ด้านขุมกำลัง Ford Ranger Raptor มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล Bi- Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0ลิตร ให้กำลังสูงสุด 213แรงม้า แรงบิด 500นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด และระบบ Terrain Management System (TMS) ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 6โหมดทำงานคู่กับการทดของมาลัยไฟฟ้าทั้ง 3 แบบได้แก่ Normal(การทดพวงมาลัยปกติ),  Luxury การทดพวงมาลัยมากกว่าปกตินิดหน่อย เเละแบบออฟโรด

Normal – โหมดการขับขี่ออนโรดปกติใช้งานทั่วไป สามารถใช้ได้ทั้งระบบขัับเคลื่อน 2H 4H 4L

Sport  – ใช้สำหรับการขับขี่ที่ต้องการความเร็วสูง สามารถใช้ได้ในระบบขับเคลื่อน 2H

Rock – ใช้กับการภูเขาลาดชัน, ใช้เกียร์ต่ำ ใช้ได้กับการขับเคลื่อน 4L เท่านั้น

Grass/Gravel/Snow – ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีผิวลื่นใช้กับ 4H เท่านั้น

Sand/Mud – เหมาะกับการขับขี่บนพื้นที่ลื่นไถลและขรุขระ  เน้นเกียร์ต่ำใช้ได้กับการขับเคลื่อน 4H  4L

Baja – สำหรับการขับด้วยความเร็วสูงบนผิวออฟโรด ใช้กับ 2H 4H 4L

Ranger Raptor

เเละโหมด Baja คือโหมดการขับขี่ไฮไลท์ของการทดสอบกับกิจกรรมดังกล่าวทั้ง 2 วันที่สื่อมวลชนจะได้ทดสอบการขับขี่ในโหมดต่างๆ บนสภาพพื้นผิวแบบออฟโรด หลังจากที่สองร้อยกว่ากิโลเมตรเเรกเป็นการของทดสอบการขับขี่บนทางเรียบลาดยางจากกรุงเทพด้วยโหมด ปกติ ที่ให้ประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันอย่างดี มีบางช่วงที่ต้องเร่งทำเวลาหรือเเซงก็มีโหมด สปอร์ต ให้เลือกเสียงรอบเครื่องสูงขึ้นได้ยินอย่างชัดเจน เรื่องกำลังเร่งหายห่วงเพราะมีเทอร์คู่คอยสนับสนุน การเร่งเเซงเป็นได้อย่างที่ใจต้องการ

Ranger Raptor

Ford Ranger Raptor มีพื้นฐานการออกแบบมาจาก Ford Ranger แต่ได้รับการพัฒนาในโหมดการขับขี่ (TMS) เเละระบบช่วงล่าง, กันกระเเทกที่ถือเป๋็นจุดเด่นพร้อมลุยเพราะมาพร้อมกับปีกนกอลูมิเนียม 2ชั้นพร้อมโช้คอัพ FOX Racing Shox ในระบบกันสะเทือนด้านหน้าเเละระบบกันกระเเทกด้านหลังที่มาพร่้อมกับคอยล์โอเวอร์ช็อคเเละโช้ค Fox Racing Shox แบบมีซับแท๊งค์และระบบบายพาสต์ในพร้อมวัตต์ลิงค์ เรียกว่าหากขับ Ford Ranger Raptor  ผ่านหลุมบ่อขนาดเล็กเเทบจะไม่รู้สึกขณะนั่งในห้องโดยสาร

Ranger Raptor

Ranger Raptor

เมื่อเดินทางมาถึงเขาใหญ่ก็ได้เวลาของการขับขี่ในสนามทดสอบ 8Speed เขาใหญ่ในสเตชั่นแรก วันแรก ในครั้งนี้จะเป็นการทดสอบการขับขี่บนพื้นผิวออฟโรดด้วยระบบ Terrain Management System (TMS) ความเร็วที่ใส่ตั้งแต่ 20 -80 กม/ชม มีทุกสภาพพื้นผิวให้ได้สัมผัสทั้ง ถนนลาดยาง ดิน หินกรวด โคลน หญ้า น้ำ เเละเนิน ออกตัวจากจุดสตาร์ทมาราวๆ 200 เมตร บททดสอบแรกหลังจากที่รถเริ่มเข้าสู่เส้นทางออฟโรดคือการขับบนสภาพพื้นผิวถนนที่เป็นดิน เเละสูงชัน โหมดการขับขี่ TMS ด้านซ้ายของพวงมาลัยก็พร้อมทำงาน (ทุกครั้งที่ต้องการเปลี่ยนโหมด TMS ควรจอดรถให้นิ่งเข้าเกียร์ในตำแหน่งเกียร์ N จากนั่นปรับโหมด TMS เเละระบบขับเคลื่อนตามที่ต้องการ แน่นอนว่าเมื่อเจออุปสรรรคทางที่เป็นเนินลาดชันแบบนี้ก็ต้องปรับมาที่โหมด Rock  ซึ่ง Ford Ranger Raptor ก็สามารถพิชิตเนินเขาอันลาดชันขึ้นมาได้แบบไม่ต้องลุ้นอะไรให้ยุ่งยาก ออกจากด่านเเรกขับมาไม่ไกลนักมาเจอกับบททดสอบ Hill Descent Control กับการขับลงเนินที่ถูกเซ็ทขึ้นมาก็ยังไม่มีอะไรหวือหวา จากนั้นปรับมาเป็นโหมด Mud พร้อมลุยกับทางลื่นไถลและขรุขระในช่วงสั้นๆ จากนั้นปรับตำแหน่งขับเคลื่อนมาที่ 4L ลุุยกับด่านเนินสลับ, ลงไปลุยน้ำในบ่อโคลนเล่นอีกสักเล็กน้อยก่อนที่่ความมันส์จะเริ่มขึ้นจากจุดนี้

Ranger Raptor

Ranger Raptor

เพราะด่านต่อไปคือการขับี่บนพื้นหญ้า+โคลน เรียกความมีความลื่นในระดับสูงเลยที่เดียว ในโหมดนี้ปรับโหมดการขับขี่มาที่ Grass จากนั้นเหยียบคันเร่งมาด้วยความเร็ว 80 กม/ชม. ในช่วงนี้อย่างที่บอกไปว่าความลื่นของหญ้าเเละดินโคลนทำให้การขับขี่ในโหมด Grass ด้วยความเร็วระดับนี้ เเม้รถจะส่ายเพราะการทรงตัวที่ลำบากเเละท้ายเริ่มปัดแต่ด้วยการขับในโหมด Grass ระบบจะทำการล็อกล้อที่หมุนฟรีเพียงเท่านี้ก็สามารถประคองรถให้ขับได้แบบไม่เสียการทรงตัวจากนั้นลดความเร็วเข้าโค้งเเล้วซัดต่อไปอีกบนทางหญ้าในระยะทางที่เท่ากับตอนแรก เเละด่านที่ถือเป็นพระเอกของการทดสอบวันแรกก็มาถึงกับการกระโดดเหินเวหาบนเนินที่ถูกเซ็ทไว้ ซึ่งก็เป็นเนินที่ไม่ใหญ่โตอะไรมาก หากขับมาด้วยความเร็วตามกำหนดที่ 80 กม/ชม. ด้วยโหมด Baja 4H รถจะเหินลอยไปในอากาศทั้งสี่ล้อ ก่อนจะตกลงมาโดยที่ไม่มีอาการเสียการควบคุมแต่อย่างใด จากนั้นเหยียบด้วยความ 80กม/ชม. พร้อมเนินลูกที่สอง นี่คือสิ่งที่ระบบช่วงล่างของ Ford Ranger Raptor ที่เเสดงให้เห็นประสิทธิภาพในการรับแรงกระเเทก  แต่นี่คือการทดสอบสมรรถนะการขับขี่เเละทดสอบระบบช่วงล่างเท่านั้นโดยมี Instructor นั่งคอยให้คำเเนะนำไปด้วย ในชีวิตการขับขี่แบบนี้อาจเกิดอันตรายแก่ตัวคุณเเละรถได้

Ranger Raptor

วันรุ่งขึ้นต่อสเตจที่สอง วันนี้เราขับ Ford Ranger Raptor  ออกจากโรงแรมราว 70 กม. ถือเป็นระยะทางที่วอร์มอัพให้กับทั้งรถเเละคนขับได้อย่างดี จุดหมายปลายทางวันที่สองอยู่ที่ ทุ่งกังหันลมห้วยบง กับการขี่แบบหฤโหดบนพื้นผิวออฟโรดที่เต็มไปด้วยหิน กรวด เเละทรายด้วยความเร็วขับวนรอบไปกลับเฉลี่ยระยะทางที่ 12 กม.โดยชื่อ Baja นำมาจากชือของการเเข่งขันแรลลี่ที่ทะเลทรายบาฮา ในแคลิฟอรืเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปรับโหมดการขับขี่ไปที่ Baja 4H เป็นที่เรียบร้อย ระบบจะตัดระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ออกไป งานนี้ก็อยู่ที่การบังคับเเละแก้พวงมาลัยเมื่อรถวิ่ง เเละเข้าโค้งบนทางกรวดกันเรียกว่ามือบังคับพวงมาลัยกันระวิงเลยทีเดียว แต่ด้วยระบบช่วงล่างของรถที่นิ่งเป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว การบังคับ Ford Ranger Raptor บนทางกรวดทรายก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเเถมออกจะสนุกกับการขับขีบนพื้นผิวออฟโรดซะด้วยซ้ำ เมื่อขับมาถึงครึ่งทาง ณ จุดที่ต้องกลับรถคราวนี้ Instructor แนะนำให้ปรับมาที่โหมด Gravel แปลตรงตัวคือโหมด กรวด การขับในโหมดดังกล่าวดูง่ายขึ้นเพราะ TRC กลับมาทำเเล้ว  แต่ก็ไม่สนุกเท่ากับการขับขี่ในโหมด Baja

นอกจากโหมดการขับขี่หลากหลายเเล้ว Ford Ranger Raptor ยังมีระบบความปลอดภัยที่นำมาใส่ไว้อย่างครบถ้วนเช่น
-ถุงลมนิรภัย 6ตัว คู่หน้า,ด้าข้าง, เเละม่านถุงลมนิรภัย
-สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า Front Parking Sensor
-สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง Rear Parking Sensor
-กล้องมองหลังขณะถอยจอด Rear View Camera
-ระบบป้องกันล๊อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
-ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และระบบป้องกันล้อมุนฟรี TCS
-ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน HLA
-ระบบช่วยการทรงตัวขณะลากจูง TSC เเละระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ ROM
-ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา HDC

Ranger Raptor

Ford Ranger Raptor ติดป้ายราคาขายไว้ที่ 1.699,000 บาท ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในบรรดากลุ่มของรถกระบะที่ขายในประเทศไทย แต่ด้วยราคาที่สูงแน่นอนว่า ฟอร์ด ประเทสไทย ก็จัดหนักใส่สมรรถนะที่ทุกอย่างควรจะมีในรถกระบะออฟโรดมาไว้ใน Ranger Raptor อัดเเน่นเต็มคัน ตามที่กล่าวไว้ในตอนแรกถึงรูปลักษณ์ที่ต้องบอกว่าหล่อเท่ ซึ่งก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ในความคิดของใครหลายคน ภายนอกดูดีเเล้วภายในก็ยังหล่อไม่แพ้ภายนอก อยากให้ทุกคนได้ลองกระบะพันธุ์คันนี้เหมือนทีมงาน auto.MThai จริงๆ แล้วคุณจะรู้ว่าสมรรถนะที่เราพูดถึงไม่มีอะไรเกินจริิงเลย ราคานี้ถามว่าแพงหรือไม่สำหรับรถกระบะ คำตอบคือ ก็ถือว่าแพงแต่ว่ามันเป็นราคาแพงที่คุณจะได้รถกระบะที่คุ้มค่า ทั้งรูปลักษณ์เเละสมรรถนะที่คุณไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนมาครอบครอง