2.3L EcoBoost Coupe 5.0L V8 GT Coupe American Muscle Car Ford mustang Ford ประเทศไทย Performance Pack test drive ม้าป่า

สัมผัสตำนานม้าป่าสุดทรงพลัง กับประสบการณ์ Test Drive Ford Mustang แบบหลังติดเบาะ!

Home / รีวิวรถยนต์ / สัมผัสตำนานม้าป่าสุดทรงพลัง กับประสบการณ์ Test Drive Ford Mustang แบบหลังติดเบาะ!

เปิดประสบการณ์ Test Drive สัมผัสเจ้าของฉายา ม้าป่า ในตำนาน อย่าง Ford Mustang รถสไตล์ American Muscle Car อันทรงพลังกับทาง Ford ประเทศไทย 

หลังจากที่ได้ยินข่าวแว่วๆมาว่า Ford ประเทศไทย มีแผนที่จะนำรถในตำนานอย่าง Ford Mustang เข้ามาขายในประเทศไทย เราก็รู้สึกตื่นเต้นกับข่าวนี้ขึ้นมาทันที เพราะเราเชื่อว่า เจ้าม้าป่าในตำนานนี้ น่าจะเป็นรถในฝันของชายหนุ่มหลายๆคน ที่รักและชอบในรถ American Muscle ซึ่งแน่นอนว่าเราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่หลงไหลในสรีระที่ดูสวยงามของรถคันนี้ และถ้าได้ลองสัมผัสความแรงของ Ford Mustang สักครั้งก็คงเป็นการเติมเต็มชีวิตการขับขี่ที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยเลย

และแล้ววันที่เรารอคอยก็มาถึง เมื่อ Ford ประเทศไทย ส่งหมายเชิญเข้าร่วมงานเปิดตัว Ford Mustang ครั้งแรกในประเทศไทย พ่วงกับการขับ Test Drive ในสนามพีระ เซอร์กิต พัทยา ชลบุรี เมื่อเห็นหมายมาแบบนี้ แน่นอนสิครับว่าความรู้สึกตื่นเต้นนี่มาเต็มเลยก็ว่าได้

สำหรับ Ford Mustang ที่ทาง Ford ประเทศไทย นำเข้ามาก็มีอยู่สองรุ่นด้วยกันคือ รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack และ รุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ซึ่งความแตกต่างก็คือ รุ่น 5.0L V8 จะมาพร้อมกับขุมพลังความแรงที่ได้จากเครื่องยนต์ล้วนๆ แต่รุ่น 2.3L EcoBoost จะได้ความแรงมาจาก Turbo นั่นเอง ส่วนรูปโฉมถ้าไม่สังเกต ดูผ่านๆก็แทบจะแยกกันไม่ออกเลยก็ว่าได้

ดีไซน์ภายนอกของ Ford Mustang ทั้งสองรุ่นก็ยังคงมีความบึกบึน และปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวเช่นเดิม หลังลาด (Fastback) กระโปรงหน้าได้รับการดีไซน์มาแบบเน้นความ Aerodynamic มากขึ้นด้วยการปรับให้แบนราบลงพร้อมช่องระบายอากาศในตัวและดีไซน์กระจังหน้าที่ต่ำลง กันชนหน้าสี่เหลี่ยมคางหมู ไฟหน้า LED Daylight  กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่, ท่อไอเสีย 4 ท่อ ส่วนไฟเลี้ยวและไฟท้ายยังคงเอกลักษณ์ 3 แถว เช่นเคย ในรุ่น GT จะมีสปอยเลอร์มาเป็นมาตรฐาน และเพิ่มความซิ่งด้วยล้ออัลลอยแบบใหม่ 19 นิ้ว

ส่วนชุดแต่งที่จัดมาก็ไม่ธรรมดา ด้วยชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ที่ช่วยเพิ่มให้การขับขี่เข้าโค้งมีความสนุกสนานมากขึ้นกว่าปกติ ระบบเบรคในของรุ่น GT จะเป็นของ Brembo

ภายในนี่ขอบอกเลยว่าดูดีมาก มีทั้งความหรูหราพรีเมี่ยมขั้นสุดที่เน้นความนุ่มสบายด้วยการใช้วัสดุตกแต่งผิวสัมผัสนุ่มบุหุ้มตลอดแนวประตู เรือนไมล์เป็นแบบจอดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ตาม Mode ที่เราปรับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกันกับที่อยู่ในรถ Supercar รุ่นใหญ่ในค่ายอย่าง Ford GT เลยทีเดียว Mode การขับขี่ก็จะมี Mode ปกติ (Normal) Mode สปอร์ต (Sport) Mode แทร็ค (Track) และ Mode หิมะ/พื้นเปียก (Snow/Wet) และยังมี Mode ใหม่เพิ่มาสอง Mode คือ โหมดแข่งทางตรง (Drag Strip) เพื่อประสิทธิภาพอัตราเร่งสูงสุด และการแข่งขันแบบควอเตอร์ไมล์ในสนามแข่ง และโหมด My Mode ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกตั้งค่าสมรรถนะการขับขี่และสามารถปรับตั้งค่าเสียง เบา – ดัง ของท่อไอเสียได้ตามต้องการอีกด้วย 

ส่วนระบบ Infontainment ก็มีจอ Touchscreen ขนาด 8 นิ้ววางตรงคอนโซลกลาง พร้อมกับระบบเชื่อมต่อการสื่อสารภายในด้วยระบบ SYNC 3 ที่รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ควบคุมสั่งการได้ด้วยเสียงโดยระบบ SYNC 3 เช่นเดียวกับ Ford Ranger และ Ranger Raptor

ส่วนระบบความปลอดภัยก็จัดมาสุดพลังเช่นกันด้วย ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB), ระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection), ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control), ระบบแจ้งเตือนระยะห่าง (Distance Alert) เป็นครั้งแรก ช่วยรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากรถคันหน้า, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องทาง

ขุมพลังของ รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร .ให้กำลังสูงสุดถึง 460 แรงม้า และแรงบิด  556 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ใหม่ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.3 วินาทีเท่านั้น ประหยัดน้ำมันได้สูงถึง7.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 297 กรัม/กิโลเมตร

ส่วนรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack มาพร้อมกับเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งเมื่อใช้งานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้า และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันได้ 10.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 217 กรัม/กิโลเมตร

ช่วงการเปิดตัว Ford ประเทศไทย ก็สร้างความตื่นเต้นเร้าใจวอร์มอุณหภูมิในร่างกายก่อนการ Test Drive ได้ดีเลยทีเดียว ด้วยการให้ Driver ขับวนไปมาในสนาม ด้วยความเร็ว รวมไปถึงเบิร์นยางโชว์เป็นระยะๆ และด้วยเสียงท่อที่ดังกระหึ่มเร้าใจ ก็เรียกเสียงฮือฮาจากสื่อมวลชนได้เป็นอีกเป็นกองเลยก็ว่าได้

การ Test Drive เราจะได้ลองขับทั้งสองรุ่น โดยก่อนการทดสอบนั้น จะมี Instructor หรือครูฝึก ขับพาเราวนรอบสนามดูไลน์การขับขี่ และบททดสอบที่เราต้องทำในวันนี้ รวมไปถึงการปรับ Mode การขับขี่ในแต่ละฐาน เพื่อทำความเข้าใจกับตัวรถกันก่อนหนึ่งรอบ และแน่นอนข้อควรระวังที่อยู่ในแต่ละจุด ที่เราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ เพราะด้วยความแรงของกำลังเครื่องยนต์ ถ้าเราไม่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ก็อาจจะทำให้พลาดและส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้

เข้าสู่ช่วงการ Test Drive การขับขี่จะมี Instructor นั่งไปกับเราด้วยเพื่อแนะนำเทคนิคในการขับขี่ในแต่ละฐาน ซึ่งฐานแรกก็คือจะเป็นในส่วนของการใช้ความเร็วในทางตรงด้วย Mode Drag เพื่อทดสอบอัตราเร่งของตัวรถ เข้าสู่การฐานการทดสอบที่สอง ในส่วนนี้จะใช้ Mode Track ซึ่งใน Mode นี้จะเป็น Mode ที่ใช้ทักษะการขับขี่ของคนขับล้วนๆ โดยจะตัดระบบความปลอดภัยต่างๆในรถหมดเลย เพื่อเพิ่มความมันส์และวัดทักษะในการขับขี่ด้วยสองมือและสองเท้าของเราเองล้วนๆ กันแบบยาวๆ ตั้งแต่การขับวนรอบสนาม รวมไปถึงการขับขี่ Slalom แบบเบาๆ หนึ่งช่วง และฐานสุดท้ายคือ Lane Change หรือการหักพวงมาลัยเปลี่ยนเลนกระทันหัน

การเปรียบเทียบของรถทั้งสองรุ่นจากการทดสอบการขับขี่ก็คือ ในรุ่นแรกที่ได้ทดสอบคือ 2.3L EcoBoost จะมีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนคือมีความถ้อยทีถ้อยอาศัยคำรามได้บ้างเป็นระยะ การออกตัวในช่วง Drag จะมีระยะคิดนิดหน่อย ติดอารมณ์หน่วงบางๆ อาจจะขัดใจวัยมันส์นิดหน่อย มาถึงรุ่น 5.0L V8 GT ในช่วง Drag นี่ไม่ต้องพูดถึง แรงมาตั้งแต่เกิด เหยียบปุ้บมาปั้บไม่ต้องนอนรอให้เสียเวลา การตอบสนองของคันเร่งมาชัดมาก สัมผัสได้ถึงความพุ่งทะยาน เสียงท่อนี่ Original ของจริง กระหึ่มชัดเจนมาก มาถึงการทดสอบในฐานที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น Slalom, Lane Change  รวมไปถึง การขับรอบสนาม ด้วยการขัขี่ใน Mode Track ในส่วนนี้ต้องใช้การขับขี่แบบระมัดระวังหน่อย เพราะเป็นการขับขี่ที่เราจะต้องคอยแก้อาการของรถด้วยการใช้ทักษะการขับขี่ของตัวเองล้วนๆ ซึ่งเราสามารถจับอาการของรถได้อย่างชัดเจนมากในช่วงการเข้าโค้ง โดยเฉพาะรุ่น 5.0L V8 GT ที่ถ้าหากเติมคันเร่งเข้าไป จะรู้สึกเลยว่าท้ายจะค่อยๆบานออกตามกำลังเท้าที่กดลงไปยังคันเร่ง ยิ่งเหยียบแรงยิ่งบานมาก ถ้าการบังคับพวงมาลัยไม่แม่นพอ รถบานออกนอก Track แน่นอน แต่ตัวผู้ทดสอบเองก็แบบใช้ความเร็วพอหอมปากหอมคอ ให้พอบังคับพวงมาลัยอยู่เป็นใช้ได้ ซึ่งเราก็ผ่านการทดสอบไปได้แบงามๆ 

สรุปรวมๆหลังจากการขับขี่ Ford Mustang ที่ถ้าใครอยากได้รถในสไตล์ Muscle Car ที่มีทั้งรูปโฉมที่เท่ โฉบเฉี่ยว ทรงพลัง แต่ก็สามารถขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ด้วย Ford Mustang น่าจะเป็นหนึ่งในรถที่ตอบโจทย์ตรองนี้ได้ดีพอสมควร ส่วนขุมพลังนั้นก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนเลย ใครที่ชอบความดิบในสไตล์ American Muscle แบบแท้ๆ กำลังขับมาจากเครื่องยนต์ล้วนๆ แนะนำ รุ่น 5.0L V8 GT ไปเลย ส่วนใครที่เน้นการขับขี่แบบพอประมาณกำลังเครื่องขนาดพอดีในรูปแบบของม้าป่ายุคสังเคราะห์ที่เน้นกำลังจาก รุ่น Turbo 2.3L EcoBoost น่าจะเติมเต็มตรงส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึง Ford Mustang ทั้งสองรุ่น ยังมีราคาที่ไม่ไกลเกินไปพอจับต้องได้อีกด้วย Ford ประเทศไทย จัดของดีมีสมรรถนะสุดพลังมาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้าขนาดนี้ ไม่ลองมีดูสักคันหรือครับพี่ชาย!