FAT BOB114 Freedom Ride Harley Davidson IRON1200 Roadster Softail Sportster ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

Harley-Davidson ยกขบวน Sportster, Softail ร่วมขับขี่ทริป Freedom Ride กรุงเทพ-เขาใหญ่

Home / Super Bike / Harley-Davidson ยกขบวน Sportster, Softail ร่วมขับขี่ทริป Freedom Ride กรุงเทพ-เขาใหญ่

หากเอ่ยถึงแบรนด์  Harley-Davidson เเล้วล่ะก็เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยของคนรักมอเตอร์ไซค์คงต้องใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของครอบครองสุดยอดเเบรนด์มอเตอร์ไซค์จากสหรัฐอเมริกาที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน หรืออย่างน้อยก็น่าจะอยากลองสัมผัสสมรรถนะการขับขี่ให้รู้ไปเลยว่าที่สุดของมอเตอร์ไซค์อย่าง Harley-Davidson นั่นจะสุดยอดขนาดไหน เเละโอกาสที่่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ก็เป็นจริงเมื่อ Harley-Davidson ประเทศไทย ได้ให้เกียรติเชิญทีมงาน auto.MThai เข้าร่วมกิจกรรม Freedom Ride ทริปกรุงเทพ-เขาใหญ่ ระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมกับพี่น้องสื่อมวลชนสายยานยนต์เเละขบวน Harley-Davidson สองรุ่นหลัก 14รุ่นย่อยจัดมากันแบบครบทุกคัน ทุกรุ่น เพื่อให้สัมผัสถึงสมรรถนะการขับขี่ตลอดระยะทาง 400กม. ของทริป

Harley-Davidson

มอเตอร์ไซค์  ทั้ง 14คัน มาจากสองตระกูลคือ Sportster เเละ Softail โดยทั้งหมดเป็นรถที่ผลิตประกอบที่ประเทศไทย โดย Sportster มาพร้อมกับมอเตอร์ไซค์ 6รุ่น ได้แก่ SUPERLOW, IRON883, IRON1200, FORTY-EIGHT, 1200CUSTOM เเละ ROADSTER ขนาดเครื่องยนต์ในแต่ละรุ่นเริ่มตั้งแต่ 800 – 1,200 ซีซี พร้อมกับเกียร์ 5สปีด ขณะที่ Softail มีรุ่นย่อยให้เลือก 8 รุ่นได้แก่ STREET BOB, LOW RIDER, FAT BOB114, SPORT GLIDE, FAT BOY 114, BREAK OUT 114, HERITAGE CLASSIC 114 เเละ FXDR 114 รถในตระกูล Softail ขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่้ 1,750 – 1,850ซีซี เกียร์ 6สปีด

Harley-Davidson

ก่อนจะออกเดินเรามารู้จักระบบพื้นฐานของรถ เเละกฏการขับขี่ก่อน  ต้องบอกว่าตำแหน่งระบบของ Harley-Davidson หน้าตาอาจไม่เหมือนกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์ค่ายอื่นๆ ที่หลายคนคุ้นเคยเริ่มจากระบบสตาร์ท เนื่องจาก Harley-Davidson ทุกรุ่นใช้ระบบ Keyless ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ต้องเสียบกุญแจก่อนสตาร์ทแค่พก Keyless ไว้กับตัวก็สามารถสตาร์ทได้ ปุ่มสตาร์ทอยู่ที่แฮนด์ข้างขวา ทุกครั้งก่อนสตาร์ทต้องกดปุ่มสวิตช์ระบบไฟในรถก่อนเเล้วจึงค่อยกดปุ่มสตราร์มเครื่องยนต์ที่อยู่ข้างๆ กัน ปุ่มไฟเลี้ยวก็ไม่เหมือนค่ายรถอื่นๆ อีกเช่นกันสำหรับ Harley-Davidson ไฟเลี้ยวแยกสองข้างอยู่ประจำที่แฮนด์ของข้างนั้น ไม่อยู่ที่เดียวแบบเลี้ยวซ้ายขวาเสร็จเเล้วเลื่อนมาตำแหน่งกลางเพื่อปิด นอกจากนี้ระบบไฟเลี้ยวยังมีเซ็นเซอร์เมื่อรถเลี้ยวเสร็จเมื่อรถกลับตั้งลำตรงไฟเลี้ยวจะปิดเองอัตโนมัติ

Harley-Davison

ทราบข้อมูลการใช้งานเบื้องต้นกันเเล้วที่เหลือก็อยู่ที่สกิลการขับขี่ให้ถึงที่หมาย สำหรับรถคันไหนจะเป็นยานพาหนะคู่กายในการเดินทาง ทางทีมงาน Harley-Davidson ใช้วิธีจับฉลากใครจับก่อนมีโอกาสได้เลือกก่อน แต่นอกเหนือจากนั้นสามารถขอเลือกสลับรถกับสื่อมวลชนคนอื่นๆ ขี่กันได้ตามอัถยาศัยเรียกว่าใครหมายปองรถรุ่นไหนงานนี้ได้ขี่สมหวังกันถ้วนหน้า  โดยรถที่ auto.MThai ได้ทดสอบการขับขีคันแรกคือรุ่น Roadster เนื่องจากผู้้เขียนชื่นชอบมอเตอร์ไซค์สไตล์คาเฟ่เป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว ยิ่งเป็นมอเตอร์ไซค์สไตล์คาเฟ่แต่มีการออกแบบที่ทันสมัย บอกเลยว่าแค่เห็น Roadster ครั้งแรกก็ถูกชะตา

Harley-Davidson  ROADSTER

Harley-Davidson  ROADSTER

ภาพลักษณ์ของ Harley-Davidson  ROADSTER มาเต็มกับรถสีดำ แบล็คเอ้าท์ในแบบมอเตอร์ไซค์ตระกูล Sportster แต่การมาในครั้งนี้ต้องบอกว่าดูเท่ ดุดันกว่าเดิม ทั้งชุดครอบไฟหน้า กระจกมองข้าง บังโคลนหน้าหลัง เครื่องยนต์ การ์ดกันความร้อนท่อ ชุดครอบสายพาน  แฮนด์บาร์โหลดต่ำเหมาะกับท่าขับขี่ที่พร้อมลุยไปข้างหน้า พร้อมเกจวัดความเร็วเเละรอบเครื่องยนต์ วงล้ออัลลอยแบบ 10ก้านคู่ ล้อหน้าขนาด 19นิ้ว ล้อหลังขนาด 18นิ้ว ดิสก์เบรกหน้าแบบคู่พร้อมจานเบรกแบบลอย ระบบกันสะเทอนหน้าขนาด 43มม. เเละโช้คแบบหัวกลับระบบ Cartridge Damping ด้านหลังแบบโช้คอัพคู่ เบาะนั่งสองตอนทรงต่ำดูลงตัวนั่งกระชับกับช่วงล่างผู้ขับขี่ทำให้การขับขี่บังคับทรงตัวรถง่าย บวกกับจุดศูนย์ถ่วงรถที่ต่ำ เบาะนั่งมีความสูงจากพื้นเพียง 785มม. ยิ่งช่วยให้การควบคุมรถง่ายมั่นใจมากขึ้น

Harley-Davidson  ROADSTER

ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์ 1,202 ซีซี V-Twin ให้แรงบิดในรอบที่ต่ำ สองวาว์ลต่อสูบระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดกระบอกสูบ 88.9 มม. ระยะชัก 96.8 มม.แรงบิดสูงสุด 95นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ระบบเกียร์ 5สปีด ในส่วนของการขับขี่ต้องบอกว่า Harley-Davidson ROADSTER คือมอเตอร์ไซค์ที่น่าจะตอบโจทย์คนชอบแนวนี้จริงๆ อัตราเร่งทำได้ดั่งใจ การทรงตัวดี คนส่วนใหญ่มักมองว่า มอเตอร์ไซค์ทรงคาเฟ่หากขับขี่ในระยะไกลด้วยท่านั่งอาจทำให้เมื่อยง่ายกว่ามอเตอร์ไซค์ทรงอื่นๆ แต่ด้วยสมรถนะของรถ อัตราเร่ง มิติของรถ ทำให้การขี่Harley-Davidson ROADSTER ไม่รู้สึกเมื่อย ฝืนแต่อย่างใด กลับกันสิ่งที่ได้กลับมาคือ ความทะมัดทะเเมงของท่านั่งทำให้มั่นใจตลอดการขับขี่ 

Harley-Davidson FLAT BOB

Harley-Davidson FLAT BOB

จากนั้นเป็นการขับขี่ช่วงที่สองเราขอข้ามรุ่นมาต่อกันที่ Harley-Davidson FLAT BOB ในตระกูล Softail มอเตอร์ไซค์สไตล์ครูสเซอร์ดีไซน์โดดเด่นที่ไฟหน้า LED แบบใหม่เเละแฮนด์ตรง โช้คอัพแบบหัวกลับพร้อมเทคโนโลยี  Cartridge เดี่ยวตอบสนองต่อการเลี้ยว เบรกเเละการควบคุม ล้ออะลูมิเนียมเบรกหน้าดิสก์คู่ขนาด 292 มม. x 5.1 มม. 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เดี่ยวขนาด 292 มม. x 5.8 มม. ท่อไอเสียขนาดใหญ่สวยสะดุดตาแบบ 2-1-2 เกจหน้าเเสดงมาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอลขนาด 4 นิ้ว ตำแหน่งเกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง  มาตรวัดระยะทาง เเละมาตรวัดความเร็วแบบอะนาล็อก

Harley-Davidson FLAT BOB

Harley-Davidson FLAT BOB

Harley-Davidson FLAT BOB มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Milwaukee Eight 114  ขนาดของเครื่องยนต์ 1,868 ซีซี แรงบิดเครื่องยนต์ 152 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ/นาที เกียร์ 6สปีด ต้องบอกเลยว่าสำหรับ Harley-Davidson FLAT BOB คันนี้น่าจะเหมาะกับนักขี่สายลุย ออกต่างจังหวัด ด้วยสไตล์ของรถในแบบครูสเซอร์ที่พร้อมไปได้ทุกหนทุกแห่ง ต่อให้ขับในระยะไกลก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความสนุกขณะขับขี่เนื่องจากท่านั่งที่ออกแบบมาให้ผู้ขับขี่นั่งสบาย วงแขนกางเข้าพอดีกับแฮนด์ตรงยาว เบาะนั่งกระชับนุ่ม ขาเหยียดตรงไปข้างหน้าทำให้ท่วงท่าขณะขับขี่ดูภูมิฐานวกกับสมรรถนะของรถที่อัตราเร่งแบบบิดปุ๊บมาปั๊บมาแบบนี้ เข้าโค้งสนุกเพราะได้ความมั่นใจจากระบบช่วงล่างเเละล้อหน้าขนาดใหญ่ 150/80-16,71H,BW ขณะที่ล้อหลัง ขนาด 180/70B16,77H,BW นักขี่สายหล่่อเน้นลุยน่าจะถูกใจ FLAT BOB ได้ไม่ยาก

Harley-Davidson IRON1200

Harley-Davidson IRON1200

ปิดท้ายการขับขี่ทริป Freedom Ride กรุงเทพ-เขาใหญ่ กับโมเดลใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปที่งานมอเตอร์เอ้กซ์โป2018 กับ Harley-Davidson  IRON 1200 ในตระกูล Sportster มาพร้อมมาดสีดำแบล็คเอ้าท์ เริ่มจากเฟรมไฟหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ระบบส่งกำลัง ครอบกรองอากาศ เครื่องยนต์ ท่อไอเสีย เเละแฮนด์ทรงสูงโค้งงอแบบ Mini Ape เบาะนั่งตอนเดียวแบบคาเฟ่สูงจากพื้น 735 เมตร ล้ออะลูมิเนียม 9ซี่ เเละไฮไลท์อยู่ที่ลวดลายกราฟฟิกบนถังน้ำมันขนาด 12.5 ลิตร ได้อารมณ์คลาสสิคขณะขับขี่ ด้วยรูปลักษณ์ในแบบมอเตอร์ไซค์คลาสสิคย้อนยุค เเละขนาดมิติของรถความยาว 2,200 มม. เเละน้ำหนัก 256 กก. ทำให้ IRON 1200 มีความคล่องเเคล้วคล่องตัวขณะขับขี่ เข้าโค้งง่าย ศูนย์ถ่วงของรถทำให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ

 Harley-Davidson IRON 1200

IRON 1200

ขุมพลังของ มาพร้อมกับบล้อค Evolution แบบ V-Twin 1,202 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ 2วาว์ลต่อสูบ แรงบิดสูงสุด 94นิวตันเมตร ที่ 3,750 รอบต่อนาที ส่งกำลังไปที่ระบบเกียร์ 5สปีด หลังจากที่ได้ลองขับขี่ Harley-Davidson IRON 1200 เส้นทางจากเขาใหญ่กลับสู่กรุงเทพ ในช่วงทางตรงที่ต้องใช้ความเร็ว IRON 1200 ก็สามารถตามรุ่นใหญ่อย่างรถในตระกูล Softail ได้ ความเร็วในการขับขี่รีดออกมาได้แบบเหลือๆ ขณะที่เข้าสู่ช่วงชานเมืองใกล้กรุงเทพ สภาพการจราจรเริ่มติดขัด  IRON 1200 ยังสามารถลัดเลาะได้แบบไม่ลำบาก นับว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ให้ได้ทั้งสมรรถนะการขับขี่นอกเมืองหรือจะขี่เท่ๆ ในเมือง เจอรถติดก็ยังไปต่อได้แบบนี้ ใครที่กำลังมองหามอเตอรืไวค์คลาสสิคเท่ๆ สักคัน น่าลองเปิดใจให้กับ  IRON 1200

Harley-Davidson

สรุปแล้วทริป Freedom Ride กรุงเทพ-เขาใหญ่ กับการทดสอบการขับขี่มอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ทั้งสองตระกูล 14 คัน รถที่ได้มีทั้งรุ่น  ROADSTER,  IRON 1200 เเละ FLAT BOB ถามว่าชอบตัวไหนมากที่สุด ผู้เขียนบอกแบบไม่อายเลยว่าชอบหมดทั้ง 3 รุ่น เพราะมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson แต่ละโมเดลแตกต่างกันที่คาเรกเตอร์หรือสไตล์แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือขุมพลังเเละสมรรถนะบวกกับความรู้สึกสนุก เเละหล่อขณะขับขี่ สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้แบรนด์ Harley-Davidson อยู่ในใจของคนรักสองล้อมาอย่างยาวนาน สำหรับผู้ที่สนใจแต่ยังกล้าๆ กลัวๆ เพราะยังตัวเองยังไม่มีประสบการณ์การขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่มาก่อน หรือปัจจุบันยังขี่รถในซีซีน้อย อยากค่อยๆ ไต่เต้าหารุ่นอื่นๆ ก่อนขึ้นไปเล่นรถเครื่องยนต์เกิน 800 ถึง 1,000 ซีซี บอกเลยว่าไม่จำเป็นเเม้แต่น้อย เพราะ Harley-Davidson เป็นรถที่คนยังไม่เคยขี่สร้างความคุ้นเคยไม่ยาก ใช้เวลาไม่นานแค่มีทักษะในการขี่มอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ก็พร้อมจะเป็นรถคู่กายของใครหลายคน

เเละยิ่งตอนนี้ ได้ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ราคาขายของแต่ะรุ่นลดลงเกือบๆ 30% เมื่อเทียบกับในอดีตที่ต้องนำเข้ามาแบบนี้น่าโอกาสอันดีในการเป็นเจ้าของ Harley-Davidson ทั้ง 14 รุ่นที่ผลิตในประเทศ เมื่อมาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยหลายคนอาจมีคำถามว่าเเล้วแบบนี้วัสดุที่ใช้ในการผลิต คุณภาพของวัตถุดิบเเละการประกอบจะเทียบเท่าสากลหรือไม่ คำตอบคือไม่ต้องห่วงถึงเเม้จะเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย แต่คุณภาพของอะไหล่ เครื่องยนต์ วัสดุที่ใช้ต่างๆ ตรงตามมาตรฐานทุกกระบวนการผลิตไม่ต่างจากที่โรงงานผลิตที่สหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด